แสงยามเย็นไม่ได้กำลังจะตาย… มันตายไปแล้ว…
ในสตูดิโอสี่เหลี่ยมแคบ ๆ บนชั้นสูงสุดของตึกคณะวิจิตรศิลป์ แสงสีส้มโรยราที่พยายามส่องลอดบานเกล็ดหน้าต่างเข้ามานั้น ช่างดูซีดเซียวและไร้พลัง มันไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่กลับฉายภาพความเหนื่อยล้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
กลิ่นเทอร์เพนไทน์จางๆ กลิ่นกาแฟดำที่แห้งกรังติดก้นแก้ว และกลิ่นฝุ่นผงถ่านชาร์โคลที่ลอยอวล… ทั้งหมดนี้คืออากาศที่ “เมฆ” ใช้หายใจ
เมฆ—นักศึกษาปีสี่ผู้กำลังจะหมดแรงหายใจ—นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ที่โยกคลอน ร่างสูงโปร่งของเขาโน้มไปข้างหน้า
ข้อศอกค้ำอยู่บนโต๊ะร่างแบบที่เต็มไปด้วยรอยคัตเตอร์และคราบสีจนมองไม่ เห็นเนื้อไม้เดิม นิ้วมือเรียวยาวที่ครั้งหนึ่งเคยจับพู่กันอย่างมั่นคง บัดนี้เปื้อนฝุ่นถ่าน กำลังควงดินสอ EE แท่งสั้นกุดไปมาอย่างไร้จุดหมาย
สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ผืนผ้าใบขนาดมหึมาตรงหน้า… ผืนผ้าใบสำหรับวิทยานิพนธ์…มันยังขาวสะอาด
ขาวจนน่าสะพรึงกลัว… เหมือนความว่างเปล่าที่จ้องมองเขากลับมา
วิทยานิพนธ์ของเขา หัวข้อ “The Death of Love” (การสิ้นสุดของความรัก) มันเริ่มต้นจากความเย้ยหยัน แต่บัดนี้มันกลายเป็นคำสาปที่ย้อนมาทำร้ายตัวเขาเอง เมฆไม่จำเป็นต้องไปมองหา “การสิ้นสุดของความรัก” ที่ไหนไกล… เขากำลังใช้ชีวิตอยู่กับมัน
เขาพยายามแล้ว… พยายามจะเริ่มต้น พยายามจะร่างภาพ
สมุดสเก็ตช์เล่มแล้วเล่มเล่าถูกเติมเต็มด้วยภาพร่างของคู่รักในรถไฟฟ้าที่ต่างคนต่าง ก้มหน้ามองมือถือ, ภาพมือที่เกี่ยวก้อยกันอย่างหลวมๆ เพียงเพื่อผลประโยชน์, หรือภาพรอยยิ้มที่ถูกปรุงแต่งเพื่อกล้องถ่ายรูป
ทุกภาพที่เขาร่าง… ล้วนไร้ชีวิต มันเป็นเพียงโครงสร้างทางกายวิภาคที่ถูกต้อง เคลื่อนไหวด้วยกลไกทางสังคม ไม่ใช่ด้วยหัวใจ
รัก? เมฆแค่นเสียงในลำคอ มันก็แค่ปฏิกิริยาเคมีที่ถูกทำการตลาดมาอย่างดีเท่านั้นแหละ
แกร๊ก…
เสียงดินสอในมือหักสะบั้น ความเงียบที่หนักอึ้งในห้องถูกทำลายลงชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเกาะกุมหนาแน่นยิ่งกว่าเดิม
เมฆถอนหายใจยาว… ยาวจนสุดลมปอดปล่อยให้ความเหนื่อยล้าทั้งมวลไหลออกจากร่าง เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงและในตอนนั้นเอง…
“โว้ยยย! ไอ้เมฆ! มึงจะบำเพ็ญตบะในความมืดอีกนานไหม!”
ปัง!
เสียงเปิดประตูดังลั่นราวกับระเบิด ตามมาด้วยร่างเล็กป้อมของ “เต๋า” เพื่อนร่วมสาขาที่พุ่งเข้ามาพร้อมกลิ่นไก่ทอดหอมฉุย “กูบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าล็อกห้อง! ถ้ามึงหัวใจวายตายคาโต๊ะร่างแบบไป ใครจะมาเจอศพคนแรกวะ… อ้อ กูไง!”
“แล้วมึงก็จะแดกไก่ทอดบนศพกูใช่ไหม” เมฆตอบเสียงเรียบ ยังคงไม่ลืมตา
“เออสิ! ของดี!” เต๋าวางกล่องไก่ทอดลงบนโต๊ะที่พอจะมีที่ว่าง ก่อนจะเดินไปเปิดไฟในห้องจนสว่างจ้า
แสงนีออนสีขาวสาดกระทบ เผยให้เห็นความโกลาหลอย่างเต็มรูปแบบ… ม้วนกระดาษที่สุมกันอยู่มุมห้อง, พู่กันที่แช่อยู่ในขวดโหลจนน้ำขุ่นคลั่ก, และกองหนังสือปรัชญาศิลป์ที่ถูกเปิดค้างไว้
“เฮ้อ… สภาพค่ะ” เสียงที่สามดังตามมา “เฟิร์น” ก้าวเข้ามาในห้องช้าๆ
สายตาคมกริบของเธอกวาดมองไปทั่วห้องอย่างประเมินสถานการณ์ ก่อนจะหยุดลงที่แก้วกาแฟแห้งกรังบนโต๊ะของเมฆ
เฟิร์นคือเพื่อนสนิทอีกคน… คนที่ฉลาดที่สุดในกลุ่ม เรียนนิเทศฯ แต่กลับรู้เรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์มากกว่าเมฆเสียอีก
“เมฆ… มึงควรกิน แล้วก็ควรนอน” เฟิร์นพูด พลางหยิบแก้วกาแฟใบนั้นไปโยนลงถังขยะ “ธีสิสน่ะสำคัญ แต่ถ้าตายก่อนส่ง… เกรดมันไม่ตามไปถึงนรกนะ”
“กำลังอินสไปเรชั่นว่ะ” เมฆพูดปด ลืมตาขึ้นมองเพื่อนทั้งสอง
“อินสไปเรชั่นเรื่อง ‘วิธีตายในสตูดิโอ 101’ น่ะสิ” เต๋าฉีกน่องไก่ยื่นให้ “แดก! แล้วฟัง… พวกกูมีข่าวมา”
เมฆรับไก่มาถือไว้ แต่ยังไม่กิน “ข่าวอะไร?”
“ข่าวดี… หรือข่าวร้ายก็ไม่รู้” เฟิร์นเป็นคนตอบ เธอดึงเก้าอี้อีกตัวมานั่ง “เรื่องธีสิสของมึง… หัวข้อ ‘การสิ้นสุดของความรัก’ นั่นน่ะ”
“ทำไม? อาจารย์อนุมัติแล้วนี่”
“ใช่… แต่มันไปไกลกว่านั้น” เฟิร์นขมวดคิ้ว “มันไปเตะตา ‘กองทุน Celestial’ (Celestial-Endowment)”
เมฆชะงักไปเล็กน้อย กองทุน Celestial คือผู้สนับสนุนหลักของคณะ เป็นกลุ่มทุนลึกลับที่บริจาคเงินมหาศาลให้กับมหาวิทยาลัย… โดยเฉพาะงานวิจัยที่ “ไม่ปกติ”
“เตะตา? แล้วยังไง?” เมฆถาม
“เขาชอบ… เขาชอบมาก” เฟิร์นพูดเสียงเบา “เขาบอกว่าหัวข้อของมึง ‘สะท้อนยุคสมัยได้อย่างกล้าหาญ’ และ ‘มีศักยภาพในการขุดค้นแก่นแท้ของมนุษย์’…”
“ฟังดูเว่อร์ว่ะ” เต๋าแทรก พลางเคี้ยวไก่
“…และเพราะแบบนั้น” เฟิร์นพูดต่อ ไม่สนใจเต๋า “กองทุน Celestial เพิ่งอนุมัติ ‘ทุนพิเศษ’ ให้มึง… และ…” “และอะไร?” เมฆเริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์แปลกๆ “และ… พวกเขาอนุมัติ ‘ผู้ช่วยวิจัยส่วนตัว’ (RA) ให้กับมึงด้วย”
ความเงียบปกคลุมสตูดิโออีกครั้ง… เงียบยิ่งกว่าตอนที่เมฆอยู่คนเดียว
“ผู้ช่วย?” เมฆทวนคำ “กูเนี่ยนะ? กูทำงานคนเดียวมาตลอด… กูไม่ได้ขอ”
“นั่นแหละประเด็น” เฟิร์นถอนหายใจ “มึงไม่ได้ขอ… แต่เขากำลังจะ ‘ส่ง’ มาให้”
“ใครวะ?” เต๋าถาม “เด็กทุนคนไหน? หรือลูกท่านหลานเธอ?”
“ไม่รู้ว่ะ… รู้แต่ว่าเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยน… ชื่อแปลกๆ… ‘คีม’ หรืออะไรสักอย่างนี่แหละ” เฟิร์นยักไหล่ “เขาบอกว่าคนนี้ ‘เชี่ยวชาญด้านปรัชญาศิลป์ยุคโบราณ’ และจะมาช่วยให้มึง ‘ค้นพบแก่นแท้’ ของธีสิส”
เมฆวางน่องไก่ในมือลง เขารู้สึกไม่อยากอาหารขึ้นมาทันที
เขาไม่ได้ต้องการผู้ช่วย… โดยเฉพาะผู้ช่วยที่ยัดเยียดมาให้โดยกองทุนลึกลับ เขาไม่ได้ต้องการให้ใครมาช่วย “ค้นพบแก่นแท้” ในเมื่อสิ่งที่เขาค้นพบมีแต่ความว่างเปล่า
“แม่งเอ๊ย…” เมฆสบถเบาๆ พลางหันไปมองผืนผ้าใบสีขาวที่น่าสะพรึงกลัวผืนนั้น จากที่มันเคยเป็นแค่ความว่างเปล่า… บัดนี้เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังจะมี “ใครบางคน” ก้าวเข้ามาย่ำยีพื้นที่ส่วนตัว… พื้นที่แห่งความสิ้นหวังที่เขาหวงแหน
“เขาจะมาเมื่อไหร่?” เมฆถามเสียงเรียบ
“พรุ่งนี้เช้าค่ะเพื่อน” เฟิร์นตอบ
เมฆหลับตาลงอีกครั้ง… หวังว่าเมื่อลืมตาขึ้นมา นี่จะเป็นแค่ฝันร้ายที่เกิดจากคาเฟอีนเกินขนาดและการอดนอนเท่านั้น แต่กลิ่นไก่ทอดของเต๋า… และสายตาวิตกกังวลของเฟิร์น… มันจริงเกินไป
พรุ่งนี้… ใครบางคนกำลังจะมา…




