หลังจากเหตุการณ์ “ถุงยางลูกโป่ง” ผ่านไป กระทิงเริ่มรู้สึกแปลกๆ กับหัวใจตัวเอง เวลามองหน้า “ลูกพี่วิน” แล้วใจมันเต้นแรงเหมือนเสียงกลองสะบัดชัย มันรู้สึกร้อนวูบวาบ ยิ่งตอนลูกพี่ด่า ยิ่งรู้สึกชอบ (อ้าว?)
กระทิงเลยโทรไปปรึกษา “พ่อผู้ใหญ่” (พ่อของเขา) ที่บนดอย
📞 สายด่วนคนรักเมีย: “พ่อจ๋า… ข้าใจเต้นตึกตักเวลาอยู่ใกล้ลูกพี่วิน ข้าเป็นโรคหัวใจโตหรือเปล่า?” “ไอ้ลูกบื้อ! เอ็งกำลังมีความรัก! เอ็งต้อง ‘จีบ’ เขามาเป็นแม่ศรีเรือน… เอ้ย เป็นคู่ชีวิต!” “จีบยังไงจ๊ะพ่อ?” “ก็ทำให้เขาประทับใจสิวะ! ร้องเพลงเกี้ยวสาวให้ฟัง! หาของกินหายากมาให้! แสดงความแข็งแกร่งให้เขาเห็นว่าเราเลี้ยงดูเขาได้!”
คำสอนของพ่อดังก้องในหัว… กระทิงวางสาย มุ่งมั่นเต็มเปี่ยม คืนนี้แหละ! ปฏิบัติการคว้าหัวใจลูกพี่เริ่มได้!
🎶 เหตุเกิดตอนตี 3: คอนเสิร์ตเดี่ยวไมโครโฟน
ผมนอนหลับสบายอยู่บนเตียงคิงไซส์ ฝันว่ากำลังเดินช้อปปิ้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อย่างมีความสุข จู่ๆ…
“โอ้วววว ละหนอ… น้องเอยยยยย~”
เสียงโหยหวนปริศนาดังลอยมาตามลม ฟังดูโศกเศร้าเคล้าความสยองขวัญ เหมือนเสียงเปรตขอส่วนบุญ!
“อู้ฮู้วววว! พี่รักน้อง… เหมือนควายรักปลักโคลน~”
“เชี่ยอะไรวะเนี่ย!?” ผมสะดุ้งตื่น ผุดลุกขึ้นนั่ง หัวใจเต้นรัวเพราะความกลัวผี เสียงมันดังมาจาก… ระเบียงห้อง!
ผมรวบรวมความกล้า คว้าไม้เบสบอลเดินย่องไปที่ประตูกระจก ค่อยๆ แง้มม่านดู…
ภาพที่เห็นทำเอาผมตาค้าง ไอ้กระทิง!
มันกำลังนั่งห้อยขาอยู่บนราวระเบียงชั้น 2 (ซึ่งสูงและอันตรายมาก) ไม่ใส่เสื้อเหมือนเดิม ลมกลางคืนพัดผมปลิวไสว แสงจันทร์สาดส่องกระทบกล้ามหลังเป็นมัดๆ… ดูเหมือนเทพบุตรกรีก ถ้าไม่ติดว่าปากมันกำลังแหกปากร้องเพลงภาษาถิ่นที่ผมฟังไม่ออกสักคำ!
“ดวงตาน้องสวย… เหมือนไข่หอยเชอรี่~”
“ไอ้กระทิง!” ผมเลื่อนเปิดประตูกระจกออกไป “มึงมาแหกปากอะไรตอนตีสาม! เดี๋ยวข้างบ้านก็ปารองเท้าใส่หรอก!”
กระทิงหันขวับมา ยิ้มแฉ่งท่ามกลางแสงจันทร์ “ตื่นแล้วเหรอจ๊ะลูกพี่? ข้าร้องเพลงกล่อม เพลงนี้ชื่อ ‘หัวใจพี่ยิ่งใหญ่ดั่งภูผา’ พ่อบอกว่าใครได้ฟังแล้วจะหลงรักหัวปักหัวปำ”
“กูจะหลงป่าตายก่อนน่ะสิ! เข้ามานอนเดี๋ยวนี้!”
“ยังไม่จบเพลงเลยจ้ะ ท่อนต่อไปต้อง ‘เต้นระบำไก่ฟ้า’ ประกอบด้วยนะ” กระทิงทำท่าจะลุกขึ้นเต้นบนราวระเบียงแคบๆ
“ไม่ต้อง! กูไหว้ล่ะ เข้ามา!” ผมรีบลากแขนมันเข้ามาในห้อง ก่อนที่มันจะตกลงไปคอหักตาย (หรือโดนยามหมู่บ้านยิง)
🦎 เช้าวันรุ่งขึ้น: ของขวัญเซอร์ไพรส์
ผมนอนหลับไปแบบเพลียจิต ตื่นมาอีกทีตอนเช้าเพราะแสงแดดแยงตา บิดขี้เกียจหนึ่งที… เอ๊ะ… ทำไมใต้หมอนมันรู้สึก ‘สากๆ เย็นๆ’ แปลกๆ?
ผมนึกว่ามือถือ… เลยล้วงมือเข้าไปหยิบออกมา
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดด!” (ใช่ครับ ผมร้องกรี๊ดแบบตุ๊ดแตกเลย)
สิ่งที่อยู่ในมือผมคือ “จิ้งจกตัวอ้วนปี๋” สภาพสิ้นใจอย่างสงบ ลิ้นห้อย นอนแอ้งแม้งอยู่บนฝ่ามือ!
ผมสะบัดมืออย่างแรง จิ้งจกลอยละลิ่วไปแปะที่หน้าอกของกระทิงที่กำลังเดินเข้ามาในห้องพอดี พร้อมถาดอาหารเช้า
“อ้าว… ลูกพี่ไม่ชอบเหรอจ๊ะ?” กระทิงหยิบซากจิ้งจกออกจากอกตัวเองด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “ตัวนี้อ้วนมากเลยนะ ข้าอุตส่าห์ซุ่มจับตั้งนาน กะว่าจะเอามาย่างไฟอ่อนๆ ให้ลูกพี่กินบำรุงกำลัง”
“บำรุงพ่องงง!” ผมกระโดดไปยืนบนเตียง ขนลุกซู่ “เอาไปทิ้ง! ใครเขาเอาศพจิ้งจกมาให้คนจีบกันวะ!”
“อ้าว… ก็พ่อบอกว่าต้องหา ‘ของกินหายาก’ มาให้” กระทิงทำหน้างง “บนดอย จิ้งจกเนี่ยของดีเลยนะ รสชาติเหมือนไก่…”
“กูจะอ้วก!” ผมคว้ายาดมมายัดรูจมูกจนมิด “มึง… มึงกำลังจะบอกว่า… มึงจีบกูเหรอ?”
กระทิงพยักหน้าหงึกๆ แก้มสากๆ ของมันเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อลามไปถึงใบหู มันวางถาดข้าวต้มลง (โชคดีที่เป็นข้าวต้มหมู ไม่ใช่ข้าวต้มจิ้งจก) แล้วเดินเข้ามาประชิดขอบเตียง
สายตาของมันเปลี่ยนจากซื่อบื้อ เป็นสายตาที่… จริงจัง จนผมต้องกลืนน้ำลาย
“ใช่จ้ะ… ข้าจะจีบลูกพี่”
เสียงทุ้มต่ำก้องกังวาน มือใหญ่เอื้อมมาจับข้อเท้าผมที่ยืนสั่นอยู่บนเตียง “พ่อบอกว่า ถ้าชอบใคร ให้ดูแล ให้ปกป้อง… ข้าชอบลูกพี่ ข้าเลยอยากดูแล”
มันเงยหน้าขึ้นมองผม สายตาเว้าวอนเหมือนลูกหมาตัวใหญ่ๆ “ลูกพี่รังเกียจของขวัญข้า ข้าไม่เสียใจ… แต่ลูกพี่อย่ารังเกียจข้าเลยนะ ข้าสัญญาว่าต่อไปจะจับตัวที่ใหญ่กว่านี้มาให้… เอาเป็น ‘ตุ๊กแก’ ดีไหมจ๊ะ?”
“ม่ายยยยยย!” ผมแทบทรุดลงไปกองกับเตียง “ไม่ต้องจับอะไรมาทั้งนั้น! ถ้ามึงจะจีบกู… กฎข้อแรก! ห้ามเอาสัตว์โลกทุกชนิดมาวางบนเตียงกู เข้าใจมั้ย!?”
“เข้าใจจ้ะ!” กระทิงรับคำแข็งขัน ยิ้มกว้างจนตาหยี “งั้นเปลี่ยนเป็น… ดอกไม้ แทนได้ไหม?”
“เออ! ดอกไม้ดีกว่าเยอะ!” ผมถอนหายใจโล่งอก
… หารู้ไม่ว่า “ดอกไม้” ในความหมายของกระทิง มันไม่ใช่กุหลาบสวยหรูจากปากคลองตลาด…
แต่มันคือ “ต้นกล้วยด่าง” ราคา 2 หมื่นของแม่ผม ที่มันไปขุดมาทั้งรากเพื่อเอามาวางไว้หัวเตียงผมในเย็นวันนั้น!




