เช้าวันเสาร์ที่สดใส… ควรจะเป็นวันที่ผมนอนตื่นสายได้สบายๆ แต่ทว่า…
“คุณพระช่วย! ตาเถรตกน้ำ! อกอีแป้นจะแตก!”
เสียงกรีดร้องของ ‘แม่’ ดังลั่นมาจากห้องซักล้างข้างล่าง ทำเอาผมที่กำลังนอนกอดหมอนข้าง (ซึ่งจริงๆ คือแขนล่ำๆ ของกระทิง) สะดุ้งตื่นสุดตัว
“เกิดอะไรขึ้น!?” ผมเด้งตัวลุกขึ้น นึกว่าไฟไหม้บ้าน
“ข้าศึกบุกเหรอจ๊ะลูกพี่!?” กระทิงที่ตื่นตามมาติดๆ ตาโตเป็นไข่ห่าน รีบคว้าไม้แขวนเสื้อข้างหัวเตียงมาถือตั้งท่าเตรียมสู้เหมือนถือดาบ
“ไปดูแม่เร็ว!”
ผมกับกระทิงวิ่งตึงตังลงบันไดไปที่โซนซักล้าง เจอแม่ยืนหน้าซีด มือข้างหนึ่งทาบอก อีกข้างหนึ่งคีบ ‘วัตถุปริศนา’ ด้วยปลายนิ้วอย่างรังเกียจ
มันคือ… ซองสี่เหลี่ยมฟอยล์สีเงินวาววับ
‘ถุงยางอนามัย’!!!
“ชิบหาย…” ผมอุทานในใจ หน้าซีดเผือดยิ่งกว่าแม่
จำได้แล้ว! เมื่อวานไอ้พวกเพื่อนเวรในคณะมันแกล้งยัดใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ผมตอนกินเลี้ยงรับน้อง! แล้วผมก็ดันลืมเอาออกก่อนโยนลงตะกร้าผ้า!
“ตาวิน!” แม่หันมาจ้องผมเขม็ง สายตามองสลับไปมาระหว่างผมกับกระทิงที่ยืนงงอยู่ข้างหลัง (ในสภาพใส่แค่กางเกงเลตัวเดียวเปลือยท่อนบนโชว์กล้ามเหมือนเดิม)
“แม่เจอในกางเกงเรา… นี่ลูก… ลูกกับน้องกระทิง… ไปถึงขั้นนี้กันแล้วเหรอ!?”
“ไม่ใช่แม๊!!!” ผมรีบปฏิเสธเสียงหลง “เพื่อนแกล้ง! เพื่อนมันยัดใส่มา! ผมยังไม่ได้ใช้!”
“ยังไม่ได้ใช้?” แม่หรี่ตามอง “แสดงว่าเตรียมจะใช้?”
“โว้ยยยย! ไม่ใช่!”
จังหวะนั้นเอง กระทิงผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็เดินดุ่มๆ เข้าไปหาแม่
“มันคืออะไรเหรอจ๊ะแม่จ๋า? ทำไมแม่ทำหน้าเหมือนเจอแมลงสาบ?” กระทิงแย่งซองฟอยล์จากมือแม่ไปถือไว้ แล้วพลิกดูไปมาด้วยความสนใจ “ห่อสวยจัง… ขนมเหรอจ๊ะ? หรือเครื่องรางกันผี?”
ผมรีบตะโกนห้าม “อย่าแกะนะโว้ยไอ้กระทิง!”
แคว่ก!
ไม่ทันแล้ว… มือไวฉิบหาย! กระทิงฉีกซองออกอย่างชำนาญ (เหมือนฉีกซองมาม่ากินดิบ) แล้วดึงเอาห่วงยางยืดๆ สีชมพูออกมา
“โห… มันลื่นๆ เหนียวๆ เหมือนหนังงูที่เพิ่งลอกคราบเลย” กระทิงวิจารณ์เสียงดัง เอานิ้วจิ้มๆ ดึงยืดเข้ายืดออก “ยืดได้เยอะด้วย!”
แม่ผมเป็นลมล้มพับไปที่เก้าอี้ซักผ้าเรียบร้อยแล้ว
“ไอ้เชี่ยกระทิง! ทิ้งเดี๋ยวนี้!” ผมพุ่งเข้าไปจะแย่งคืน
แต่กระทิงเบี่ยงตัวหลบด้วยความไวแสง แล้วทำหน้าครุ่นคิดหนักมาก
“ลูกพี่… ข้าถามจริงๆ เถอะ” กระทิงมองหน้าผมสลับกับไอ้ห่วงยางในมือ “ไอ้นี่มันเอาไว้ทำอะไร? เอาไว้รัดถุงแกงเหรอ? หรือเอาไว้รัดผม?”
“มันเอาไว้… เอ้อ…” ผมอึกอัก หน้าแดงจนลามไปถึงหู จะอธิบายยังไงให้เด็กดอยเข้าใจวะเนี่ย “มันเอาไว้… ‘ครอบ’… ของสำคัญ!”
“ครอบของสำคัญ?” กระทิงทวนคำ ทำตาโต “อ๋อ! เหมือนปลอกมีดใช่ไหมจ๊ะ? เอาไว้กันไม่ให้ของมีคมไปทำร้ายใคร!”
“เออ! ประมาณนั้นแหละ! เอามาให้กู!”
แต่กระทิงยังไม่หยุดสงสัย มันลองเอานิ้วสอดเข้าไปในถุงยาง แล้วทำหน้าผิดหวังอย่างรุนแรง
“แต่ลูกพี่…” กระทิงเงยหน้ามองผมด้วยสายตาเวทนา “ถ้ามันเอาไว้ใส่ ‘ของสำคัญ’ ของลูกพี่จริงๆ…”
มันชูถุงยางที่ดูเหี่ยวๆ ขึ้นมา
“ทำไมมันเล็กจังจ๊ะ? ของลูกพี่อันแค่นี้เองเหรอ?”
เปรี้ยงงงงง! เหมือนโดนฟ้าผ่ากลางแสกหน้า ศักดิ์ศรีความเป็นชายของนายวิน วิศวะปี 3 ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี!
“ไอ้เด็กเวร!!!” ผมแหกปากลั่นบ้าน “มันยืดได้โว้ยยย! แล้วของกูก็ไม่ใช่แค่นี้! ของกูใหญ่มาตรฐานชายไทย!”
“จริงเหรอจ๊ะ?” กระทิงทำหน้าไม่เชื่อ “งั้นข้าขอลอง…”
“ลองพ่องงงง!”
ผมกระโดดตะครุบตัวมัน จนเราสองคนล้มกลิ้งไปบนกองผ้าที่รอซัก สภาพผมคร่อมอยู่บนตัวมัน มือข้างหนึ่งพยายามแย่งถุงยาง อีกข้างยันอกล่ำๆ ของมันไว้
“วิน… กระทิง…”
เสียงเรียกแผ่วๆ ดังขึ้น ผมหันขวับไปเจอแม่ที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาดมยาดม มองภาพลูกชายตัวเองขี่อยู่บนตัวหนุ่มกล้ามโตท่ามกลางกองผ้า
“แม่เข้าใจแล้วลูก…” แม่ยิ้มอ่อนแรง “แม่จะไม่ขัดขวางความรักของลูก… แต่เบาๆ หน่อยนะ บ้านเราผนังบาง… แล้วก็… Safety First นะจ๊ะ ปลอดภัยไว้ก่อน ดีแล้วลูก แม่ภูมิใจที่ลูกรู้จักป้องกัน”
“แม่!!! ฟังผมก๊อนนนนน!”
🍼 ฉากแถม: ความเข้าใจผิดที่ยังไม่จบ
หลังจากเหตุการณ์สงบลง (โดยที่แม่ยังเข้าใจผิดเต็มประตู) ผมนั่งหมดสภาพอยู่ที่โต๊ะกินข้าว กระทิงนั่งข้างๆ กำลังโซ้ยข้าวต้มกุ้งอย่างเอร็ดอร่อย
“ลูกพี่…” กระทิงสะกิดแขนผม
“อะไรอีก!” ผมหันไปแหว
“สรุปว่า… ไอ้นั่นมันคือ ‘ลูกโป่ง’ ของคนเมืองใช่ไหมจ๊ะ?”
ผมมองไปในมือมัน… ไอ้กระทิงมันแอบหยิบถุงยางอันเดิม (ที่ผมลืมแย่งมาทิ้ง) มาเป่าลมจนป่องเป็นลูกโป่งลูกใหญ่ แล้วผูกเงื่อนตายไว้อย่างดี
“ข้าเป่าให้ลูกพี่เล่นแก้เครียด” มันยื่นลูกโป่งทรงประหลาดมาให้ผมด้วยรอยยิ้มจริงใจสุดๆ “เห็นลูกพี่หน้าบูด เผื่อจะอารมณ์ดีขึ้น”
ผมมองลูกโป่งถุงยางที่เด้งดึ๋งๆ ตรงหน้า… แล้วก็ได้แต่ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ไหล่สั่นระริก
“กูอยากจะบ้าตายรายวัน…”
แต่พอมองรอยยิ้มซื่อๆ กับแววตาที่เป็นห่วงเป็นใยของมัน ผมก็อดที่จะ… หลุดขำออกมาไม่ได้
“เออ… ขอบใจนะ” ผมรับลูกโป่งนั่นมาดีดเล่นเบาๆ “แต่วันหลัง… ห้ามเป่าโชว์ใครนะเว้ย กูขอร้อง”
“จ้ะลูกพี่! ข้าจะเป่าให้ลูกพี่ดูคนเดียว!”
ให้ตายเถอะ… คำพูดคำจามันจะชวนคิดลึกไปถึงไหนวะเนี่ย!




