เช้าวันถัดมา ภาคินพบว่าตัวเองกำลังนั่งจ้องกระเป๋าเป้สองใบกับรองเท้าผ้าใบคู่เก่าบนพื้นห้องเช่า
ในหัวเต็มไปด้วยคำถามประมาณร้อยข้อ ตั้งแต่ “ควรเอายากันยุงกี่ซอง” ไปจนถึง “คนในหมู่บ้านห้วยศิลาเล่นโซเชียลกันไหม”
เสียงแจ้งเตือนไลน์เด้งดัง ติ๊ง ขึ้นมาพอดี
บัว: เฮ้ย แกจริงจังป่ะ จะไปอยู่ป่าจริง ๆ เนี่ย
ภาคิน: ป่าอะไรกัน แค่ลงพื้นที่วิจัย
บัว: วิจัยผีดวงดาวป่ะล่ะ
ภาคิน: วิจัยลัทธิโบราณครับ คุณนักข่าวสายคลิกเบตช่วยถอยไปนิด
บัว: ถ้ากลับมาแล้วมีผัวเป็นเจ้าลัทธิโบราณ ฝากสัมภาษณ์ด่วน
ภาคินถอนหายใจเฮือก แต่ปากก็ยิ้มออกมาอยู่ดี
ภาคิน: ใครจะไปเอาเจ้าลัทธิ แค่คนปกติยังไม่มีเลย
บัว: แกนี่มันไม่รู้อนาคตเลยจริง ๆ
บัว: เออ ระวังอย่างเดียวนะ คนแถวนั้นเขาว่า “อย่ามองดาวนาน เดี๋ยวตาจะหลุดไปอยู่ข้างบน”
ภาคิน: …ฟังดูเป็นคำเตือนโบราณที่โคตรจะวิทยาศาสตร์มาก
บัว: แหม สายวิทย์อย่างแกก็ช่วยอธิบายให้ชาวบ้านเขาหน่อยแล้วกันว่าตาหลุดขึ้นไปยังไง
เขาส่ายหัว หยิบมือถือวางลง ก่อนคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นสะพาย
ตารางวันนี้คือขึ้นรถทัวร์ไปตัวเมืองจังหวัด X แล้วจะมีคนของ อบต. มารับไปต่อถึงทางเข้าหมู่บ้านห้วยศิลา
“อาจารย์บอกว่า ‘คนพื้นที่’ จะมารับ…ฟังแล้วก็ทั้งโล่งทั้งไม่โล่ง” เขาพึมพำกับตัวเอง
⸻

รถทัวร์เย็นเฉียบด้วยแอร์ที่ตั้งอุณหภูมิประมาณโลกขั้วเหนือ
ภาคินซุกตัวในเสื้อกันหนาวบาง ๆ พลางหยิบรายงานของพ่อออกมาอ่านต่อ
ข้อความที่เขาอ่านเมื่อคืนนั้นยังวนอยู่ในหัว
“จงระวังสิ่งที่มาจากท้องฟ้าที่ไม่ได้มาจากเบื้องบน
และอย่าไว้ใจคนที่มองดาวโดยไม่กะพริบตา”
“คนมองดาวโดยไม่กะพริบตา…คือคนติดมือถือใช่ไหม” เขาบ่นเบา ๆ กับตัวเอง
ภาพในหัวเป็นฝาแฝดของบัว นั่งเลื่อนทวิตเตอร์ทั้งวัน
เสียงประกาศบนรถดังขึ้นขัดจังหวะความคิด
เมื่อรถทัวร์เลี้ยวเข้าเขตภูเขา สัญญาณโทรศัพท์ในมือถือก็เริ่มสั่น ๆ แล้วหายไป
“โอเค โลกร่วมสมัยลาก่อน” ภาคินกดปิดหน้าจอ “จากนี้เข้าสู่โหมดลัทธิโบราณแล้วสินะ”
⸻
ตัวเมืองจังหวัด X ไม่ได้เล็กมากอย่างที่เขาคิด
มีทั้งร้านกาแฟฮิป ๆ และป้ายโปรโมตร้านหมูกระทะแบบฟอนต์ป้ายวัดปนฟอนต์เกาหลีจนอ่านยากเล็กน้อย
แต่อย่างน้อย ก็ยังมี 7-Eleven ให้รู้สึกว่าความศิวิไลซ์ยังไม่หมดไปจากโลก
ชายรูปร่างท้วมในเสื้อเชิ้ตลายสก็อตโบกมือให้เขาอยู่หน้าสถานีขนส่ง
“คุณภาคินใช่ไหมครับ”
“ครับผม”
“ผมผู้ใหญ่ณรงค์ หน่วยประสานงานชั่วคราวของคุณจากทางหมู่บ้านห้วยศิลาครับ”
น้ำเสียงอ่อนโยนแต่ดังฟังชัดแบบคนพูดผ่านไมค์งานหมู่บ้านมาแล้วหลายสิบปี
“ขอบคุณมากครับที่อุตส่าห์มารับ”
“อาจารย์เดชาฝากกำชับมาหนักเลยครับ บอกว่าให้ดูแลคุณดี ๆ เดี๋ยวเขาเสียลูกศิษย์เก่ง ๆ ไปอีกคน”
ผู้ใหญ่ณรงค์หัวเราะนิด ๆ แต่คำว่า “อีกคน” ทำให้ภาคินสะดุดหู
“คือ…หมายถึง—”
“อ้าว รถมากพอดี ไป ๆ เดี๋ยวค่อยคุยบนรถครับ ทางขึ้นไปห้วยศิลาเขาคดเคี้ยวหน่อย”
ผู้ใหญ่ณรงค์ตัดบทอย่างเนียน ๆ ก่อนจะพาเขาไปขึ้นรถกระบะคันเก่าที่ด้านหลังมีกรงไก่เปล่ากับกระสอบข้าวสารวางอยู่
“ผมได้ขึ้นรถที่กลิ่นเหมือนเศรษฐกิจพอเพียงแบบนี้บ่อยมากในงานภาคสนาม” ภาคินคิดในใจ
แต่ก็ยอมโยนเป้ขึ้นหลังกระบะอย่างว่าง่าย
⸻
ทางขึ้นเขาคดไปคดมาจนเขาเริ่มสงสัยว่า กระเพาะตัวเองจะผูกเป็นปมตามถนนหรือยัง
ผู้ใหญ่ณรงค์เป็นคนขับที่ชำนาญแบบใช้มือข้างหนึ่งขับ อีกข้างเปิดขนมกินสบาย ๆ
แถมยังมีอารมณ์ชี้โน่นชี้นี่ให้เขาดูไปตลอดทาง
“นู่น เขาหินนั่นเขาเรียกกันว่า ‘เขาผาหลับตา’ เพราะถ้าดูไกล ๆ มันเหมือนหน้าคนหลับตาอยู่”
ผู้ใหญ่พูด
ภาคินเหลือบตามอง ก็เห็นเป็นเงาภูเขาที่บังหมอก…ที่จริงก็เหมือนอยู่หน่อย ๆ
“แล้วบนเขานั่นมีอะไรไหมครับ”
“มีครับ” ผู้ใหญ่ตอบเสียงนิ่ง “มีสัญญาณโทรศัพท์ที่ดีขึ้นนิดนึง”
ภาคินหลุดหัวเราะ
“ผมเริ่มชอบผู้ใหญ่นิด ๆ แล้ว”
“แล้วจริง ๆ หมู่บ้านห้วยศิลา มีอะไรที่เกี่ยวกับ…ลัทธิดวงดาราไหมครับ”
ในที่สุดเขาก็ถามคำที่อยากถามที่สุดจนได้
ผู้ใหญ่ณรงค์นิ่งไปนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีตกใจ
“คุณภาคินนี่ก็ถามตรงดีนะครับ”
“อ้าว…ไม่ควรถามเหรอครับ”
“ควรถามครับ แต่ถามบนรถแบบนี้ก็ดีแล้ว”
ผู้ใหญ่พูดพลางหักพวงมาลัยเลี้ยวโค้ง “ถ้าถามในหมู่บ้าน คงมีคนแอบฟัง”
“ผมควรเริ่มกลัวดีไหมครับตอนนี้” ภาคินพึมพำ
“ยังไม่ต้องกลัวหรอกครับ แต่ให้ระวัง” ผู้ใหญ่ณรงค์ยิ้มบาง ๆ
“ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ใช้ชีวิตปกติดีนั่นแหละ ทำนา ปลูกผัก เลี้ยงไก่
แค่บางครอบครัว…เขายึดถืออะไรบางอย่างสืบต่อกันมา”
“อะไรบางอย่างเช่น…”
“ศาลหินบนเขา ลานพิธีเก่า ๆ พวกนั้นแหละครับ”
ผู้ใหญ่ตอบ “พวกผมเรียกรวม ๆ ว่า ‘พวกคนเฝ้าดาว’ ”
คำว่าคนเฝ้าดาวทำให้ขนลุกซู่ขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ
นึกถึงประโยคในบันทึกของพ่อทันที
“คนเฝ้าดาวนี่…เขาทำอะไรบ้างครับ”
“ก็เฝ้าดาวครับ” ผู้ใหญ่ตอบหน้าตาย “เขาจะขึ้นไปบนลานหินทุกคืนเดือนบาง
ไปนั่งเงียบ ๆ เงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมง”
ภาคินกลืนน้ำลาย
“แล้ว…เขากะพริบตาไหมครับ”
ผู้ใหญ่ณรงค์เหลือบตามามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนหัวเราะลั่น
“โห คุณนี่ก็ถามอะไรตลกดีนะครับ จะให้ผมไปนับรอบกะพริบตาเขาด้วยไหมเนี่ย”
“เปล่าครับ ผมแค่…”
เขากัดริมฝีปาก ไม่กล้าพูดต่อว่าพ่อเคยเตือนเรื่อง “คนที่มองดาวโดยไม่กะพริบตา”
“แต่ถ้าเอาตรง ๆ นะ” ผู้ใหญ่พูดต่อแบบสบาย ๆ
“คนในหมู่บ้านเขาก็กลัว ๆ พวกคนเฝ้าดาวนั่นอยู่เหมือนกัน บางคนว่าเป็นคนดี เฝ้าปกป้องอะไรบางอย่าง
บางคนก็ว่าบ้าไปแล้ว มองฟ้าจนสมองหลุดขึ้นไปอยู่บนนั้น”
“อาจารย์ผมคงดีใจที่มีคนเชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการของสมองลอยฟ้า” ภาคินคิดในใจ
⸻
รถกระบะวิ่งผ่านสะพานไม้เล็ก ๆ ที่มีลำน้ำตื้น ๆ ไหลผ่าน
หมู่บ้านห้วยศิลาโผล่ขึ้นมาในสายตาในรูปแบบของบ้านไม้สลับบ้านปูนเตี้ย ๆ กับทุ่งนาเขียวขจี
ฉากหลังเป็นภูเขาหินสีเทาเข้มที่ดูนิ่งจนน่าอึดอัด
“ถึงแล้วครับ” ผู้ใหญ่ณรงค์จอดรถหน้าศาลาเล็ก ๆ
“เดี๋ยวคุณค้างที่โฮมสเตย์ของป้าแสง เขาเป็นคนใจดีหน่อย แล้วก็ไม่ยุ่งเรื่องดาวเท่าไหร่”
“ประโยคหลังนี่ฟังดูสำคัญมากนะครับ” ภาคินหัวเราะแห้ง ๆ
ยังไม่ทันเดินลงจากรถ เสียงเด็ก ๆ ก็วิ่งกรูเข้ามาใกล้ ๆ
เด็กผู้ชายคนหนึ่งชี้มาที่เขาแล้วร้องลั่น
“ป้าแสง ๆ ๆ คนเมืองมาแล้ว! คนเมืองมาหาผีในเขาแน่เลย!”
“เดี๋ยว ๆ ๆ พี่มาหาวิจัยครับ ไม่ได้มาหาผี” ภาคินรีบโบกมือปฏิเสธ
“ก็ผีในเขามันเป็นวิจัยไง” เด็กตอบหน้าซื่อ
ผู้ใหญ่ณรงค์หัวเราะจนไหล่สั่น
“เด็ก ๆ แถวนี้ชอบพูดเล่นน่ะครับ อย่าไปคิดมาก”
แต่สายตาของบางคนที่แอบมองจากหน้าบ้านกลับไม่ได้ดูเป็นการเล่นเลยสักนิด
⸻
โฮมสเตย์ของป้าแสงเป็นบ้านไม้ยกพื้นมีระเบียงกว้าง ๆ
ลมพัดเย็นอย่างประหลาดทั้งที่แดดบ่ายยังแรง
กลิ่นหอมของข้าวสวยใหม่ ๆ และแกงอะไรบางอย่างลอยมาจากครัว
“มา ๆ มากินข้าวก่อน เดี๋ยวค่อยจัดห้อง” ป้าแสงตัวเล็กแต่เสียงดังฟังชัด
“ผู้ใหญ่ณรงค์บอกว่าจะอยู่กันหลายวันใช่ไหม”
“ครับ ถ้าไม่สร้างเรื่องอะไรจนโดนไล่กลับก่อน” ภาคินตอบยิ้ม ๆ
“โอ๊ย ถ้าสร้างเรื่องได้ก็ดีสิ จะได้มีเรื่องเม้าท์” ป้าแสงตอบอย่างจริงใจ
“เดี๋ยวนี้หมู่บ้านมันเงียบเกินไป จนคนแก่จะกลายเป็นผีเองแล้วเนี่ย”
ภาคินหัวเราะเต็มที่ครั้งแรกนับตั้งแต่เดินทางมา
ความรู้สึกเกร็ง ๆ เบาลงไปนิดหน่อย

ระหว่างกินข้าว เขาได้ฟังเรื่องเล่าของหมู่บ้านห้วยศิลาในเวอร์ชันป้าแสง
ตั้งแต่เรื่องคนเจอไฟประหลาดบนเขา ไปจนถึงเรื่องหมาที่เห่าท้องฟ้าแล้วกลับมาบ้านเสียงแหบสามวัน
“แล้วป้าเชื่อเรื่อง…คนเฝ้าดาวอะไรนั่นไหมครับ” เขาถามตอนกำลังตักแกงใส่จานเพิ่ม
ป้าแสงนิ่งไปครู่เดียว รอยยิ้มจางลงนิดหนึ่ง แต่ไม่ได้หายไปหมด
“ป้าเชื่อว่า คนเราถ้ามองอะไรนาน ๆ ก็จะกลายเป็นอย่างนั้นแหละ” ป้าตอบ
“บางคนมองเงินจนกลายเป็นคนหน้าเงิน บางคนมองแต่โทรศัพท์จนกลายเป็นโทรศัพท์ติดขา
แล้วคนที่มองดาวทั้งคืน…ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะกลายเป็นอะไร”
“ผม… เริ่มอยากกลับไปกลายเป็นคนติด Wi-Fi ในเมืองแทนแล้วครับ” ภาคินคิดในใจ
⸻
ช่วงบ่ายแก่ ๆ ผู้ใหญ่ณรงค์กลับมาหาเขาที่ระเบียง
ในมือมีหมวกแก๊ปสีซีดใบหนึ่งกับขวดน้ำพลาสติก
“เย็นนี้จะมีคนพาไปดูรอบ ๆ หมู่บ้านก่อนนะครับ เป็นคนพื้นที่ที่ขึ้นเขาเก่ง”
ผู้ใหญ่พูด “เขาชื่อดาบอ อาซา แปลว่าดวงดาวผู้รักอิสระ…แต่คนส่วนใหญ่เรียกสั้น ๆ ว่า ‘อาบอ’ ”
ชื่อที่หลุดออกมาทำให้หัวใจภาคินเต้นแรงขึ้นแบบไม่มีเหตุผล
ทั้งที่เป็นแค่ชื่อคนธรรมดา
“เขาเป็นไกด์เหรอครับ”
“ก็…ไม่เชิงครับ” ผู้ใหญ่เกาหัว
“เขาเป็น…คนที่รู้ทางดี แล้วก็รู้เรื่องบนเขามากกว่าคนอื่น
ชาวบ้านคนอื่นก็เลยไม่ค่อยอยากไปยุ่งเท่าไหร่”
“ฟังดูน่าไว้วางใจมากครับ” ภาคินตอบประชดเบา ๆ
“อาจจะไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ตอนแรก แต่เขาไม่อันตรายหรอกครับ”
ผู้ใหญ่ณรงค์พูดด้วยน้ำเสียงที่ภาคินไม่แน่ใจว่าควรเชื่อดีไหม
“อย่างน้อยก็ไม่อันตรายเท่าความอยากรู้อยากเห็นของนักวิชาการบางคน”
“ผู้ใหญ่นี่แทงใจดำเก่งจัง” ภาคินยิ้มแห้ง ๆ
“เขาจะมารับคุณตอนใกล้ค่ำหน่อย” ผู้ใหญ่พูดทิ้งท้าย
“คนพื้นที่บางคนเขาบอกว่า ถ้าจะดูหมู่บ้านให้เห็นจริง ๆ ต้องดูตอนท้องฟ้าเริ่มมืด”
⸻
แดดเย็นคล้อยลงเรื่อย ๆ เงาภูเขาทาบยาวลงมาถึงทุ่งนา
เสียงจักจั่นกับเสียงหมาเห่าแข่งกันอยู่ไกล ๆ
ภาคินยืนอยู่ที่ระเบียงบ้าน ดูสีของท้องฟ้าเปลี่ยนจากฟ้าใสเป็นส้มอ่อน ไล่ไปจนเริ่มกลายเป็นม่วงหม่น
เขาชะโงกหน้ามองลงไปทางทางดินหน้าบ้าน
แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของใครมารับ
“หรือเขาเบี้ยวนัดเราแล้ว” เขาพึมพำ
“ดีเลย จะได้นอนพัก—”
“คุณภาคิน”
เสียงเรียกดังขึ้นจากด้านข้าง ไม่ใช่จากทางเดินด้านล่าง แต่จากเหนือศีรษะ
เขาสะดุ้งโหยง หันไปมอง

ชายคนหนึ่งยืนอยู่บนก้อนหินใหญ่ที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นใกล้รั้วบ้าน
สูงกว่าระเบียงขึ้นไปนิดเดียว ทำให้ระดับสายตาของทั้งคู่แทบจะตรงกันพอดี
ผมของอีกฝ่ายสีดำขลับตัดสั้นแบบเรียบร้อย ใบหน้าคมได้รูป
ดวงตาเรียวยาวกำลังก้มลงมามองเขาอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้ภาคินใจเต้นแรงไม่ใช่หน้าตา
มันคือความรู้สึกแปลก ๆ ที่ว่า
ตั้งแต่เขาเงยหน้ามองดวงตาคู่นั้น อีกฝ่ายยัง…ไม่กะพริบตาแม้แต่ครั้งเดียว
“ผมอาบอ” ชายคนนั้นพูดเสียงเรียบ
“ผู้ใหญ่ณรงค์บอกให้มารับนักวิชาการจากกรุงเทพฯ”
“อ๋อ…ครับ ผมภาคิน” เขารีบตอบ
“แต่คุณไม่จำเป็นต้องปีนหินสูงขนาดนั้นก็ได้มั้งครับ ผมตกใจหมดเลย”
อาบอไม่ตอบทันที
เขาก้มลงมองพื้นเหมือนเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองยังยืนอยู่บนก้อนหิน
ก่อนจะก้าวลงมาอย่างคล่องแคล่ว
“เคยชิน” เขาพูดสั้น ๆ “ตรงนี้มองท้องฟ้าได้ชัด”
ประโยคนั้นทำให้ประโยคในบันทึกของพ่อเด้งกลับมาทันที
“อย่าไว้ใจคนที่มองดาวโดยไม่กะพริบตา”
ภาคินกลืนน้ำลาย
“คุณมองดาวบ่อยเหรอครับ” เขาถามกลบเกลื่อน ทั้งที่ในใจอยากถามว่า
“แล้วคุณกะพริบตาบ้างไหมครับ” มากกว่า
“ก็พอ ๆ กับที่คุณมองกระดาษนั่นแหละ”
อาบอปรายตาไปทางแฟ้มเอกสารในมือเขา
“ผมเห็นคุณอ่านมันทั้งวัน”
น้ำเสียงไม่ใช่คำน้ำเสียงต่อว่า แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นมิตร
เหมือนคนที่ชินกับการสังเกตมากกว่าการทักทาย
“งั้นก็คงสู้ผมไม่ได้หรอกครับ”
ภาคินตอบกลับโดยอัตโนมัติ “ผมมองกระดาษจนจะกลายเป็นกระดาษแล้วนี่”
มุมปากของอาบอกระตุกขึ้นนิดเดียว เหมือนคนที่ไม่ค่อยยิ้มแต่เผลอหลุด
ภาคินแอบนับในใจว่า นั่นน่าจะถือเป็น “ความสำเร็จเล็ก ๆ ของวันนี้”
“ถ้าพร้อมแล้ว ตามผมไป” อาบอพูด
“ก่อนฟ้ามืดเราน่าจะเดินถึงลานหินได้ทัน”
“ตอนนี้ยังไม่มืดดีเลย จะไปดูอะไรครับ” ภาคินถาม
“ไปดูหมู่บ้าน” อาบอตอบ
“หมู่บ้านที่คุณเห็นตอนกลางวัน กับหมู่บ้านที่คุณเห็นตอนฟ้าจะมืด มันไม่เหมือนกัน”
ประโยคนั้นทำให้ขนลุกอีกรอบ
แต่ภาคินก็หยิบไฟฉายกับสมุดโน้ตขึ้นมา สะพายเป้แล้วเดินตามอีกฝ่ายไปโดยไม่คิดจะถอย
“ก็มาแล้ว จะให้กลับง่าย ๆ ได้ไง” เขาคิดในใจ
“อย่างมากก็แค่…ฝันร้ายเพิ่มจากเดิมอีกหน่อย”
เขาไม่รู้เลยว่า สิ่งที่รออยู่บนลานหินเหนือหมู่บ้านในค่ำคืนนี้
จะเป็นมากกว่าฝันร้ายธรรมดา ๆ
และชายขี้เงียบที่เดินนำหน้าเขาไปเงียบ ๆ นี่แหละ
จะกลายเป็นคนที่ทำให้คำว่า “ลัทธิดวงดารา” เปลี่ยนจากคำในตำรา กลายเป็นเรื่องส่วนตัวของหัวใจเขาเอง




