Saturday, January 17, 2026

ขอให้สนุกกับการอ่านนะครับ

HomeEpisodeบทที่ 6 – หมู่บ้านที่มองฟ้าคนละแบบ

บทที่ 6 – หมู่บ้านที่มองฟ้าคนละแบบ

แสงเช้าสีอ่อนลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้มาปะทะหน้าแบบไม่ถามความสมัครใจ

ภาคินลืมตาขึ้นช้า ๆ รู้สึกเหมือนสมองยังนอนอยู่แต่หนังตาตื่นแล้ว

อย่างน้อย…ก็ไม่มีท้องฟ้าใต้ดินในแพ็กเกจความฝันรอบล่าสุด

ถือว่าเป็นข่าวดีอันดับหนึ่งของเช้าวันนี้

ข่าวร้ายคือ หมอนในหมู่บ้านห้วยศิลานุ่มกว่าที่ห้องเช่ากรุงเทพฯ เยอะ

ทำให้เขามีความรู้สึกอยากเป็น “นักวิชาการติดหมอน” มากขึ้นเป็นพิเศษ

เสียงป้าแสงตะโกนเรียกจากชั้นล่างดังขึ้นมาอย่างแข็งแรง

“คุณภาคิน—ลงมากินข้าวได้แล้วหลาน เดี๋ยวข้าวเย็น กลายเป็นวิทยานิพนธ์แช่แข็งนะ!”

ที่นี่เปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นวิทยานิพนธ์ได้หมดจริง ๆ

เขายิ้มออกมาเองกับหมอน ก่อนจะยันตัวลุกขึ้น

โต๊ะไม้ใต้ถุนบ้านวันนี้มีข้าวต้มร้อน ๆ หม้อใหญ่

โรยหน้าด้วยหมูสับ ผักชี ต้นหอม และพริกไทยหอมฉุน

ข้าง ๆ มีไข่ต้ม ถั่วลิสงทอด และปลาทูทอดวางเรียงอยู่

“โห ป้า ผมมาเขียนวิทยานิพนธ์หรือมาเข้าแคมป์เพิ่มน้ำหนักกันแน่ครับเนี่ย” ภาคินนั่งลงพร้อมช้อนในมือ

“นักวิชาการถ้าข้าวไม่ถึง สมองก็ไม่แล่นสิหลาน” ป้าแสงตอบ

“เมื่อวานนอนดีไหม ฝันอะไรบ้างหรือเปล่า”

คำถามนั้นมาไวกว่าใส่พริกไทยในข้าวต้มอีก

ภาคินชะงักนิดหนึ่ง ก่อนตักข้าวเข้าปากเพื่อซื้อเวลา

“ฝันนิดหน่อยครับ” เขาตอบแบบกลาง ๆ

“แต่ไม่มีใครมาตามทวงหนี้จากท้องฟ้าละกัน ถือว่าโอเค”

“ถ้ามีคนมาทวงหนี้จากท้องฟ้า ป้าก็จะบอกให้เขาเก็บไปทั้งดาวทั้งหนี้เลย” ป้าแสงส่ายหัว

“ตอนนี้มีหนี้โลกความจริงพอแล้ว”

ระหว่างกำลังหัวเราะกับมุกแปลก ๆ สัญลักษณ์ของเช้าวันใหม่ก็มาถึง—เสียงรองเท้ากระทบขั้นบันไดไม้เบา ๆ

ดาบอโผล่มาที่ระเบียงพอดี ใส่เสื้อยืดสีดำกับกางเกงขายาวธรรมดา

แต่สำหรับภาคิน มันคือเวอร์ชัน “คนเฝ้าดาวโหมดเช้า” ที่ดูลดความน่าขนลุกลงไปนิดและเพิ่มความดูดีขึ้นมาหน่อย

“มากินข้าวไหมดาบอ” ป้าแสงชวน

“เหลือเยอะ เดี๋ยวกลายเป็นว่าป้าบังคับข้าวต้มให้อยู่เป็นเพื่อนหลานคนเมืองคนเดียว”

“ผมกินมาแล้วครับป้า” ดาบอยกมือไหว้

“แวะมารับคุณภาคินลงไปเดินในหมู่บ้านเฉย ๆ”

“โอ้โห มารับถึงบ้านแบบนี้ ถ้าเป็นละครช่องเจ็ดต้องมีเพลงขึ้นแล้วนะครับ” ภาคินคิดในใจ แต่ปากพูดว่า

“ขอเบิ้ลอีกชามก่อนได้ไหมครับ จะได้มีแรงเดินตามไกด์”

“หลานกินอีกสิบชามก็ไม่พ้นไกด์หรอก” ป้าแสงหัวเราะ

“เดี๋ยวป้าจัดให้”

หลังอิ่มจนรู้สึกว่าหน้าท้องพร้อมทำหน้าที่เป็นหมอนสำรอง

ภาคินสวมรองเท้าผ้าใบ เตรียมสมุดโน้ตกับปากกายัดใส่กระเป๋าเป้อีกครั้ง

“วันนี้เราจะไปไหนก่อนครับ” เขาถาม ขณะที่เดินเคียงไปกับดาบอลงทางดินจากบ้านป้าแสง

“เริ่มจากของธรรมดาก่อน” ดาบอตอบ

“วัด ศาลา โรงเรียน ลำธารหลังหมู่บ้าน…สถานที่ที่คนข้างล่างใช้ชีวิตจริง ๆ”

“ฟังดูปลอดภัยดีครับ”

“คุณอยากเริ่มแบบพิธีกรรมเที่ยงคืนเลยไหมล่ะ” ดาบอหันมาถามเรียบ ๆ

“ไม่ครับ ผมยังอยากใช้คำว่า ‘ค่อย ๆ บ้า’ มากกว่า ‘บ้าทันที’”

ดาบอหลุดหัวเราะในลำคอ

“ดีแล้ว” เขาเอ่ย “คนที่นี่หลายคนเริ่มจากไม่บ้า แต่โดนอะไรบางอย่างเร่งให้บ้าเร็วไปหน่อย”

⸻ 

ทางเดินผ่านบ้านไม้ บ้านปูนสลับกัน

มีหมานอนอยู่หน้าบ้านบ้าง เห่าเสียงเบาแบบปลอมตัวเป็นหมาใจดีบ้าง

เด็กเล็กวิ่งไล่กันอยู่ข้างถนนดิน หยุดชะงักนิดหนึ่งตอนเห็นคนเมืองเดินผ่าน

“พี่คนเมือง!” เด็กคนเดิมจากบนลานหินโบกมืออย่างคุ้นเคย

วันนี้ใส่เสื้อยืดตัวเดิมแต่กลับด้านหน้าไปหลัง

“ทำไมเสื้อเรา…กลับด้านล่ะครับ” ภาคินอดถามไม่ได้

“แม่บอกว่าลายมันซีด ก็เลยสลับเอาด้านหลังมาโดนแดดแทน” เด็กตอบหน้าตาย

“หมู่บ้านนี้มีคอนเซปต์เรื่องกลับด้านในทุกสิ่งทุกอย่างจริง ๆ สินะครับ” ภาคินหันไปกระซิบดาบอ

“เริ่มสังเกตเห็นแล้วสินะ” ดาบอว่าราบ ๆ

“ดี…อย่างน้อยก็แปลว่าคุณใช้ตาดูมากกว่าตาอ่านหนังสือ”

วัดของหมู่บ้านห้วยศิลาเป็นวัดเล็ก ๆ อยู่บนเนินเตี้ย ๆ

กำแพงวัดทาสีขาวซีด มีรูปดอกบัววาดด้วยมือ

โบสถ์ไม้เก่าแต่สะอาด มีธงผ้าสีซีด ๆ ห้อยจากชายคา

ภาคินก้มมองลายบนธงผ้า ใช้เวลาสองวินาทีเบิกตากว้าง

“นี่…” เขาชี้ “สัญลักษณ์วงกลมสามชั้น”

บนผืนผ้าสีซีด มีลายวงกลมซ้อนกันแบบที่เขาเคยเห็น

แต่ต่างจากบนหินอย่างชัดเจน—เส้นเฉียงที่ลากผ่านวงกลมนั้น…เป็นเวอร์ชัน “กลับด้าน” แบบที่อยู่ในเอกสาร

“แปลว่าที่นี่เขาใช้เวอร์ชันปลอม?” เขาพึมพำ

“สำหรับวัดและพื้นที่สาธารณะใช้” ดาบอตอบ

“ที่นี่เขาใช้สัญลักษณ์แบบที่คิดว่าปลอดภัยต่อคนทั่วไป”

“แล้วของจริงอยู่ตรงไหนบ้างครับ”

“ตามที่คุณเริ่มเจอแล้วเมื่อคืน” ดาบอว่า “บนหินบางก้อน บนของบางอย่าง…ที่ไม่ตั้งใจให้คนทั่วไปมองเห็นง่าย ๆ”

พระรูปหนึ่งเดินออกมาพอดี เป็นพระวัยกลางคนใบหน้าอ่อนโยน

เห็นดาบอแล้วพยักหน้าอย่างคุ้นเคย

“อ้าว ดาบอ มากับคนเมืองเหรอโยม”

“ครับหลวงพี่” ดาบอยกมือไหว้ “นี่คุณภาคิน คนที่มาทำวิจัยเรื่องหมู่บ้านครับ”

“สาธุ ทำวิจัยอะไรได้อย่างนั้นก็ทำเถอะ” หลวงพี่ยิ้มกว้าง

“หมู่บ้านนี้ไม่ได้มีแต่เรื่องแปลก ๆ หรอกนะ ยังมีเรื่องธรรมดา ๆ ด้วย

อย่าให้เขาลากไปแต่เรื่องลัทธิอย่างเดียวล่ะ”

“หลวงพี่นี่รู้ใจมากครับ” ภาคินยิ้ม

“ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องด้านธรรมดาด้วยจริง ๆ”

“ถ้าอยากดูด้านธรรมดาก็มาช่วยตักบาตร พรวนดิน ปลูกผักได้เลย” หลวงพี่หัวเราะ

“แต่ถ้าอยากรู้เรื่องดวงดาว…ไปถามคนข้าง ๆ เอานั่นแหละ เขาคุ้นกว่าเราเยอะ”

หลวงพี่พูดจบก็เดินกลับไปทางกุฏิ ทิ้งให้ภาคินหันมามองดาบอพร้อมรอยยิ้มแปล ๆ

“ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า คุณเป็น ‘คนพื้นที่’ หรือ ‘แหล่งรวมดราม่าของหมู่บ้าน’ กันแน่”

“ทั้งสองอย่างมักถูกใช้แทนกันบ่อย ๆ” ดาบอตอบนิ่ง ๆ

“ไปดูอย่างอื่นต่อดีกว่า”

ศาลาเอนกประสงค์ของหมู่บ้านอยู่ไม่ไกลจากวัด

เป็นอาคารเปิดโล่ง หลังคาสังกะสี

ด้านในมีเก้าอี้พลาสติกเรียงอยู่กับกระดานดำเก่า ๆ หนึ่งแผ่น

บนเสากลางศาลามีโปสเตอร์งานประจำปีใบหนึ่ง

สีของรูปซีดจนแทบมองไม่ออก แต่ตัวหนังสือยังอ่านได้

“งานบุญดวงดาว – คืนหมู่บ้านให้ท้องฟ้า”

“งานนี้คืออะไรเหรอครับ” ภาคินเลื่อนเข้าไปดูใกล้ ๆ

“งานที่ตอนนี้…หยุดจัดไปสองปีแล้ว” ดาบอตอบ

“เมื่อก่อนเป็นงานที่คนทั้งหมู่บ้านขึ้นไปบนเขา จุดตะเกียง ดูดาว ร้องเพลงอะไรบางอย่าง”

“แล้วทำไมถึงหยุดครับ”

ดาบอไม่ตอบทันที

แต่เสียงผู้ใหญ่ณรงค์ที่เพิ่งเดินถือถังสีออกมาจากข้างศาลาก็ดังแทน

“เพราะตอนหลัง คนเริ่มไม่แน่ใจว่า ‘กำลังคืนหมู่บ้านให้ท้องฟ้า’ หรือ ‘กำลังคืนคนในหมู่บ้านให้ท้องฟ้า’ กันแน่ไงล่ะ”

ผู้ใหญ่ณรงค์วางถังสีลง ขยับหมวกแก๊ปบนหัว แล้วเดินมาร่วมวงคุยด้วย

“คุณภาคินคงพอรู้แล้วแหละ ว่าห้วยศิลานี่มีประวัติคนหายขึ้นเขามาบ้างประปราย” เขาว่า

“ตอนแรกเขาก็ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของบางครอบครัว

แต่พอมีคนเริ่มเอา ‘ความศรัทธา’ มาแถมเข้าไป งานบุญเลยเริ่มเปลี่ยนกลาย ๆ”

“เปลี่ยนยังไงครับ”

“จากงานดูดาวธรรมดา…กลายเป็นงานที่บางคนขึ้นไปแล้วไม่อยากลง” ผู้ใหญ่ณรงค์พูดตรง ๆ

“ป้าแสงกับคนอีกฝั่งหนึ่งเลยเริ่มต่อต้าน บอกให้หยุดสักพักก่อน เดี๋ยวหมู่บ้านจะเหลือแต่บ้านว่าง”

“แล้วตอนนี้คือ…แบ่งเป็นสองฝั่ง?” ภาคินเริ่มเห็นโครงลาง ๆ

“ถ้าพูดแบบชาวบ้านก็ ‘คนฝั่งข้างล่าง’ กับ ‘คนฝั่งบนเขา’ แหละ” ผู้ใหญ่พยักหน้า

“แต่จริง ๆ ทุกคนก็เป็นญาติกันอยู่ดี เลยทะเลาะไม่ขาดสักที”

“โห ปัญหานี้ทั่วโลกเลยครับ” ภาคินคิดในใจ

ไม่ว่าที่ไหนก็มีคนบน–คนล่าง คนเชื่อ–คนไม่เชื่อ เพียงแต่ที่นี่มีภูเขาให้แยกชัด ๆ

“แล้วคุณดาบอนี่ไปอยู่ฝั่งไหนล่ะครับ” เขาถามแบบกึ่งเล่นกึ่งจริง

ทั้งดาบอและผู้ใหญ่ณรงค์หันมามองหน้าเขาแทบจะพร้อมกัน

ก่อนผู้ใหญ่จะหัวเราะขึ้นมาเบา ๆ

“ฝั่งกลางมั้ง” ผู้ใหญ่ตอบ

“เด็กนี่มันโตมากับคนบนเขา แต่ก็ยังเหยียบดินข้างล่างอยู่

ก็เลยโดนทั้งสองฝั่งด่าเท่า ๆ กัน”

“ดีจังครับ” ภาคินว่า “โดนด่าสมดุล ชีวิตจะได้บาลานซ์”

ดาบอปรายตามองเขาแบบเหนื่อยใจนิด ๆ

แต่ในแววตากลับมีประกายขำ ๆ แฝงอยู่

จากศาลา ทั้งคู่เดินต่อไปยังโรงเรียนเล็ก ๆ ที่มีสนามหญ้ากว้าง

เด็กประถมหลายคนกำลังเตะบอลกันอยู่

พอเห็นดาบอเดินผ่าน ก็มีเสียงเรียกดังมา

“พี่ดาบอ! วันนี้ไม่ขึ้นเขาเหรอ!”

“ขึ้นตอนเย็น” ดาบอตอบ “ตอนนี้มาดูคนที่ชอบขึ้นเขาด้วยตัวเอง”

เด็กหันมามองภาคิน แล้วหัวเราะคิกคัก

“พี่คนเมืองระวังนะ ถ้าขึ้นไปบ่อย ๆ เดี๋ยวก็ไม่อยากลงมาเหมือนบางคน”

“บางคน…หมายถึงใครล่ะ” ภาคินทำตาโตเล่น ๆ

“ก็คนที่แม่ชอบเอารูปมาตั้งข้างทีวีแล้วจุดธูปให้ทุกวันไง” เด็กพูดเหมือนเรื่องปกติ

“เขาบอกว่าคนบนเขาฟังกลิ่นธูปออก”

คำพูดนั้นแทงเข้าตรงกลางอกอย่างแปลกประหลาด

ภาพรูปครอบครัวที่บ้านตัวเองกับรูปของพ่อที่แม่ตั้งกรอบไว้ลอยขึ้นมาทันที

ดาบอเหมือนจะรู้ เขาแทรกขึ้น

“ไปดูลำธารข้างหลังไหม”

“ได้ครับ” ภาคินรีบตอบ รู้ว่าตัวเองต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ

ลำธารหลังหมู่บ้านเป็นน้ำใสไหลข้ามก้อนหิน

เสียงน้ำกระทบหินดังซ่า ๆ คล้ายเสียงพื้นหลังแบบแทร็กธรรมชาติในแอปนอนหลับ

มีสะพานไม้เล็ก ๆ ข้ามไปอีกฝั่งที่เป็นป่าโปร่ง

ภาคินนั่งลงบนก้อนหินใหญ่ใกล้ขอบน้ำ

ก้มมองภาพสะท้อนของตัวเองที่สั่นไหวไปมาตามกระแสน้ำ

 “หมู่บ้านนี้เหมือนกระจกกลับด้านหลายอันต่อกันเลยนะครับ” เขาเอ่ย

“อะไร ๆ ก็มีเวอร์ชันของคนบน–คนล่าง ของจริง–ของปลอม ฟ้า–ใต้ดิน”

“ก็แล้วแต่คุณจะเชื่อว่าอันไหนคือของจริง” ดาบอนั่งลงข้าง ๆ

“บางคนเชื่อว่าฟ้าที่เห็นตอนเงยหน้ามองคือของจริง

บางคนเชื่อว่าฟ้าที่อยู่ในหัวตัวเองจริงกว่า”

ภาคินตักน้ำขึ้นมาดูในมือ

หยดน้ำใสไหลผ่านง่ามนิ้วอย่างรวดเร็ว

“แล้วของคุณล่ะครับ” เขาหันไปถาม “สำหรับคุณ อะไรคือ ‘ด้านที่จริง’ ของหมู่บ้านนี้”

ดาบอเงียบไปสักพัก

เสียงน้ำไหลแทนคำตอบชั่วคราว

“สำหรับผม” เขาพูดในที่สุด

“ด้านที่จริง…คือด้านที่ทำให้คนอยู่กันได้ โดยไม่ต้องหายไปเพิ่ม”

ประโยคนั้นเรียบง่าย แต่ทำให้หัวใจภาคินสะดุด

“งั้นตอนนี้หมู่บ้านก็คงยังหาด้านที่ว่าไม่เจอ” เขาว่าเบา ๆ

“ยัง” ดาบอพยักหน้า

“เลยต้องมีคนมาถามซ้ำ ๆ ว่า ‘จริงไหมว่า…’ แล้วหมู่บ้านก็เหนื่อยกับการตอบ”

ภาคินนึกถึงคำพูดตอนเดินขึ้นลานหิน

คำถามที่เริ่มด้วย “จริงไหมว่า…”

คำถามที่คนถามไม่ได้อยากฟังคำตอบอยู่แล้ว

“ผมจะลองเปลี่ยนคำถาม” เขาหันไปยิ้มเล็ก ๆ

“เปลี่ยนเป็นอะไร”

“จาก ‘จริงไหมว่า ลัทธิดวงดาราเคยทำให้คนในหมู่บ้านหาย’…”

ภาคินเว้นจังหวะ

“เป็น ‘คุณเชื่อว่า ลัทธิดวงดาราเกิดขึ้นมาเพราะอะไร’ แทน”

ดาบอหันมามองเขาเล็กน้อย

คราวนี้ในสายตามีทั้งความแปลกใจและความพอใจแบบคนเห็นนักเรียนตอบข้อสอบได้ใกล้เคียงคำตอบ

“แล้วไหนคำถามต่อ ว่าผมเชื่ออะไร” เขาถาม

“กำลังจะถามอยู่นี่แหละครับ” ภาคินยักคิ้ว

“คุณเชื่อว่า ลัทธิดวงดาราเกิดมาเพราะอะไร”

ดาบอใช้เวลาคิดนานกว่าทุกที

เขาก้มมองลำธาร จนภาคินเผลอมองปลายคางกับลำคออีกฝ่ายอย่างคนลืมตัว

ก่อนจะรีบหันกลับไปมองน้ำแทน เดี๋ยวหมู่บ้านนี้จะไม่เหลือแต่คนเฝ้าดาว จะได้คนเฝ้าคอเพิ่มอีกหนึ่ง

“ผมเชื่อว่า…” ดาบอพูดช้า ๆ

“ลัทธิดวงดาราเกิดขึ้นมา เพราะคนกลุ่มหนึ่งกลัว ‘ความว่างเปล่า’ บนฟ้ามากเกินไป”

“ความว่างเปล่า?”

“สมัยก่อน เวลาเงยหน้ามองฟ้า เขามองไม่เห็นคำอธิบาย” ดาบอว่า

“เขาเลยสร้าง ‘เรื่องเล่า’ ขึ้นมาปิดรูโหว่นั้น

ทีละชั้น ทีละคำอธิบาย ทีละพิธีกรรม

จนสุดท้ายจากกลุ่มคนที่เล่านิทานให้กันฟัง กลายเป็นลัทธิที่จริงจัง”

“แล้วมันเลยเถิดไปเมื่อไหร่ครับ”

“วันที่คนเริ่มกลัวนิทานของตัวเองมากกว่าความว่างเปล่า”

ประโยคนั้นทำให้ภาคินเงียบไปนาน

เขาคิดถึงโลกวิชาการ—ที่บางครั้งคนก็กลัว ‘ทฤษฎี’ ของตัวเองมากจนไม่กล้ารับข้อมูลใหม่

คล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ

“แล้วถ้าผม…” เขานึกอะไรขึ้นมา “จะเขียนเรื่องหมู่บ้านนี้เป็นนิยาย ไม่ใช่แค่วิทยานิพนธ์ล่ะ”

ดาบอหันมามองอย่างสนใจ

“นิยายแบบไหน”

“นิยายที่มีคนมองฟ้าคนละแบบ” ภาคินตอบ

“คนหนึ่งมองด้วยกล้องโทรทรรศน์ คนหนึ่งมองด้วยบทสวด

อีกคนมองด้วยความคิดถึงคนที่ไม่กลับมา

แล้วสุดท้ายเขาต้องมาแชร์ท้องฟ้าเดียวกันให้ได้”

“ฟังดูดีกว่าวิทยานิพนธ์หลายเล่มที่ผมเคยเห็น” ดาบอพูด

“อย่างน้อย คนอ่านคงเยอะกว่า”

“ถ้างั้นขอให้คุณเล่นบท ‘คนมองฟ้าด้วยบทสวด’ ละกันนะครับ” ภาคินแซว

“ผมจะเอาไปลงในนิยายว่า คุณคือคนเฝ้าดาวที่ดื้อเงียบที่สุดในเรื่อง”

“แล้วคุณล่ะ”

“ผมก็คงเป็นคนมองฟ้าด้วยความคิดถึงพ่อ” เขาตอบ

“ฟังดูเป็นตัวละครที่โดนดราม่าเยอะดี”

ดาบอมองเขานานนิดหนึ่ง

“ตัวละครแบบนั้น ถ้าเขียนดี ๆ คนอ่านจะ…หวงมาก” เขาว่า

“หวงแบบไม่อยากให้หายไปกลางเรื่อง”

หัวใจภาคินเต้นหน่อย ๆ แปลก ๆ

เขาทำเป็นก้มไปตักน้ำล้างมือแทน

“งั้นคุณช่วยเป็นคนอ่านที่หวงตัวละครให้ผมด้วยละกันนะครับ” เขาพูดกลบเกลื่อน

“ถ้าผมเขียนอะไรให้เขาหายไปง่าย ๆ คุณค่อยด่าผมทีหลัง”

“ตกลง” ดาบอตอบเรียบ ๆ

“ทั้งในนิยาย ทั้งในชีวิตจริง”

คำว่า ในชีวิตจริง ทำให้ลมเช้าที่ลำธารเย็นขึ้นอีกระดับ

แต่ไม่ใช่ความหนาว—เป็นความรู้สึกเหมือนหัวใจโดนลมตีเบา ๆ

ขากลับจากลำธาร ทั้งคู่เดินผ่านบ้านหลังหนึ่งที่ดูเก่ากว่าหลังอื่น

หน้าบ้านมีเสาไม้ตั้งเรียงกันสามต้น

บนเสามีรอยลบเลือนเหมือนเคยมีอะไรสักอย่างถูกขูดออกไป

“ตรงนั้นเคยเป็นอะไรครับ” ภาคินหยุดมอง

ดาบอมองตาม “เคยเป็น ‘เสาดาว’ ของคนเฝ้าดาวกลุ่มหนึ่ง”

“แล้วทำไมถึง…” ภาคินแตะไม้เบา ๆ เห็นร่องรอยมีดหรือของแข็งขีดข่วนจนเนื้อไม้ทะลุ

“บางคนไม่อยากเห็นมันแล้ว” ดาบอว่า

“เลยขูดสัญลักษณ์ออก เหลือแต่เสาเปล่า ๆ”

ภาคินเงยหน้าขึ้น เห็นบนขื่อบ้านมีสัญลักษณ์จาง ๆ ที่มองแทบไม่ออก

แต่ถ้ามองดี ๆ จะเห็นว่าเป็นวงกลมสามชั้น…กับเส้นเฉียงที่ถูกขีดทับด้วยมีดอีกที

“เหมือนเขาพยายามกลับด้านอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง” เขาพึมพำ

“บางคนเชื่อว่า ถ้าลบสัญลักษณ์ออกไป ทุกอย่างจะหยุด” ดาบอพูดเบา ๆ

“แต่บางคนบอกว่า สิ่งที่ควรลบไม่ใช่ลายบนเสา แต่เป็น ‘อะไรบางอย่างในหัว’ มากกว่า”

“แล้วคุณอยู่ฝั่งไหน”

“ผมเคยคิดว่าลบอะไรก็ไม่ช่วย” ดาบอว่าตรง ๆ

“แต่ตอนนี้…ผมเริ่มสงสัยว่า ถ้ามีคนที่อ่านเรื่องทั้งหมดออกจริง ๆ

เขาอาจไม่ต้องลบเลยก็ได้ แค่แปลให้ถูกด้านตั้งแต่แรก”

คำว่า แปลให้ถูกด้าน ทำให้ภาคินนึกถึงพ่อทันที

พ่อที่ถูกเรียกว่า “นักสำรวจจากเมืองไกลที่แปลท้องฟ้าผิดด้าน”

“ถ้าอย่างนั้น…” เขาหยุด เดินช้าลง

“บางทีพ่อผมอาจจะไม่ได้ผิดทั้งหมด แค่ผิดด้านเดียว”

ดาบอหันมามอง พร้อมรอยยิ้มมุมปากจาง ๆ

“ด้านเดียวก็ทำให้เรื่องทั้งเรื่องเปลี่ยนทางได้แล้ว” เขาว่า

“แต่ก็ทำให้คนรุ่นต่อมามีงานทำเพิ่ม…อย่างคุณ”

“ขอบคุณนะครับที่ปลอบ” ภาคินกลอกตา

“ผมจะถือว่าตัวเองมาเป็นช่างแปลท้องฟ้าฟรีแลนซ์แล้วกัน”

ถึงหน้าบ้านป้าแสง เสียงผู้ใหญ่ณรงค์ตะโกนคุยกับใครสักคนดังมาจากในบ้าน

พอเดินเข้าไปใกล้ ก็เห็นว่ามีผู้หญิงวัยกลางคนอีกคนมานั่งเม้าท์อยู่ด้วย

“อ้าว มาแล้วเหรอหลาน” ป้าแสงเรียก “นี่ป้าศรี เพื่อนป้าเอง

เขาได้ข่าวว่ามี ‘นักวิชาการรูปหล่อ’ มาถึงหมู่บ้าน เลยแวะมาเช็ก”

“ป้าแสงครับ…” ภาคินแทบจะเอามือกุมหน้า

“คำว่า ‘นักวิชาการรูปหล่อ’ เป็นเฟกนิวส์เต็ม ๆ เลยนะครับ”

“แหม คนเมืองที่ไหนเขาจะเชื่อข้อมูลทางวิชาการจากคนไม่หล่อกันล่ะ” ป้าศรีพูดแทรกทันที

“เรื่องแบบนี้ป้าดูหลายช่องมาแล้ว”

ดาบอยืนพิงเสาเงียบ ๆ แต่หูเหมือนกำลังเปิดโหมดรับข้อมูลอย่างมีความสุขแปลก ๆ

“ป้าศรีนี่ล่ะตัวแม่ข่าวในหมู่บ้าน” ป้าแสงบอก

“หลานอยากรู้อะไรเกี่ยวกับ ‘เวอร์ชันชาวบ้าน’ ก็ถามเขาได้ แต่ถ้าไม่อยากให้เรื่องไหนดัง อย่าเผลอพูดเด็ดขาด”

“หมายความว่าถ้าผมเดินไปสะดุดหินตรงนั้น ป้าศรีจะเล่าได้เป็นซีรีส์สามภาคว่าสะดุดเพราะดวงดาวแน่ ๆ ใช่ไหมครับ” ภาคินลองแซว

“ก็ต้องดูว่าหินก้อนนั้นมันอยู่ตรงไหน” ป้าศรีตอบอย่างจริงจัง

“ถ้าอยู่แถวลานหินบนเขา ต่อให้หลานหกล้มเพราะเชือกรองเท้าขาด คนก็จะว่าเป็นเพราะดวงดาวอยู่ดี”

ภาคินกับดาบอเผลอมองหน้ากันในจังหวะเดียว

ใช่…หมู่บ้านนี้พร้อมโยนเครดิตทุกอย่างให้ดวงดาวจริง ๆ

“แล้วหลานจะขึ้นเขาอีกเมื่อไหร่ล่ะ” ป้าศรีถามต่อ

“เขาว่าคนที่ฝันถึงท้องฟ้าผิดด้านครั้งแรก จะอยากขึ้นไปดูซ้ำให้ชัวร์”

หัวใจภาคินกระตุกวูบ

“ป้ารู้ได้ไงเหรอครับว่า…” เขาเผลอถาม

“เดาสิหลาน” ป้าศรียักคิ้ว “หน้าตาคนฝันแบบนั้นมันจะมีฟีลเหม่อมองพื้นก่อนเหม่อมองฟ้าไปอีกพักหนึ่ง”

ดาบอแอบกระแอมเบา ๆ เหมือนจะบอกว่า เห็นไหม ผมไม่ใช่คนเดียวที่สังเกต

“แล้วเขาว่ากันยังไงต่อครับ” ภาคินลองถามให้สุด

“เขาว่า คนที่ฝันถึงท้องฟ้าผิดด้าน…” ป้าศรีทำเสียงต่ำลงอย่างมีจริตเล่าเรื่องผีในคืนเข้าพรรษา

“ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้กลับมาเล่าฝันครั้งที่สองให้คนข้างล่างฟังหรอก”

ป้าแสงรีบตีแขนเพื่อนเบา ๆ

“พูดอะไรให้หลานกลัวเล่นอีกแล้ว” ป้าแสงว่า “เดี๋ยวเขาจะหนีลงเขาไปเลยนะ”

“ไม่หนีหรอกครับ” ภาคินยิ้มบาง ๆ

“ผมยังมีหลายอย่างอยากดูอยู่…ทั้งบนฟ้า ทั้งใต้ดิน ทั้งในหัวของคนในหมู่บ้าน”

ดาบอหันมามองเขาอีกครั้ง

สายตานั้นเหมือนพูดว่า เตือนแล้วนะ กับอีกส่วนที่เหมือนจะพูดว่า แล้วฉันจะเดินตามไปดูด้วย ในเวลาเดียวกัน

เย็นใกล้ค่ำของวันนั้น ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีอีกครั้ง

ภาคินยืนอยู่บนระเบียงบ้านป้าแสง มองเงาภูเขาทาบลงมาบนหมู่บ้าน

เสียงผู้ใหญ่ณรงค์ตะโกนอะไรบางอย่างเรื่องประชุมหมู่บ้านเรื่องน้ำประปา

เสียงหมาเห่า เสียงคนเรียกเด็กกลับบ้าน

ทุกอย่างเหมือนหมู่บ้านธรรมดา ๆ ที่ไหนก็ได้

แต่เขารู้ดีว่า ใต้ความธรรมดานี้มี “บางด้าน” ที่ยังไม่ได้ถูกพลิกออกมา

มือของเขาเผลอเอื้อมไปแตะซองเอกสารของพ่อในกระเป๋า

ใจหนึ่งอยากเปิดอ่านต่อ

อีกใจก็อยากเอาไปให้ดาบอดูแล้วช่วยกันแปล

บางทีคนที่แปลท้องฟ้าผิดด้านคนแรก ก็ไม่ได้ตั้งใจจะผิด

เขาคิด

อาจแค่ขาดคนยืนอยู่ข้าง ๆ คอยบอกว่า ‘เฮ้ เดี๋ยวมันกลับด้านอยู่นะ’ ก็ได้

เสียงฝีเท้าดังเบา ๆ จากทางดินหน้าบ้าน

เขาไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นใคร

“พร้อมขึ้นเขาอีกรอบไหม” เสียงดาบอดังขึ้นจากด้านล่าง

“คราวนี้ไม่ใช่ไปดูดาวอย่างเดียวแล้ว”

“แล้วไปดูอะไรครับ” ภาคินถาม ทั้งที่หัวใจเต้นนำคำตอบไปแล้วหนึ่งจังหวะ

ดาบอเงยหน้าขึ้นมองเขา

ดวงตาในแสงเย็นของหัวค่ำสะท้อนท้องฟ้าสีครามเข้ม

“ไปดูว่า ‘หมู่บ้านที่กลับด้าน’…หน้าตามันเป็นยังไง”

คำชวนนั้นไม่ใช่แค่ชวนขึ้นเขา

มันคือการชวนก้าวข้ามเส้นแบ่งบางอย่าง—

เส้นที่กั้นระหว่างคนมองจากข้างล่าง กับคนที่เริ่มถูกดึงเข้าไปอยู่ด้านในของเรื่อง

และภาคิน…ก็รู้ตัวดีว่าตัวเองไม่มีทางปฏิเสธตั้งแต่เขาเหยียบลานหินครั้งแรกแล้วด้วยซ้ำ…

ความคิดเห็นของคุณสำคัญกับเรา ส่งคำแนะนำติชมมาได้ที่ yflixth@gmail.com ขอบคุณครับ

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามมิให้ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ส่วนหนึ่งส่วนใดของหนังสือเล่มนี้ก่อนได้รับอนุญาตอย่างเป็นลายลักษณ์อักษณ์จากผู้เขียน ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments

ตอนต่างๆ ในเรื่อง

Continue reading

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.