
แสงไฟจากหน้าบ้านป้าแสงลอยสีเหลืองนวลออกมาต้อนรับพวกเขาตอนที่ทั้งคู่เดินลงจากทางเขามาถึงพอดี เสียงแม่เด็กเมื่อครู่ยังดังบ่น ๆ อยู่หน้ารั้ว
“บอกแล้วไงว่าอย่าขึ้นไปบนเขาตอนฟ้ามืด! คนอื่นเขามีสมองคิดกันไหมเนี่ย—พี่ดาบอก็ด้วย!”
เด็กน้อยยืนทำหน้าเหมือนถูกตะคอกแล้วชิน ขยับมาหลบหลังภาคินแบบใช้คนเมืองเป็นโล่ห์
“แม่อย่าด่าพี่สิ” เด็กแอบกระซิบ “เดี๋ยวคนเมืองเขากลัวหมู่บ้านเรา”
“ผมกลัวแม่หนูมากกว่าหมู่บ้านแล้วตอนนี้ครับ” ภาคินคิดในใจ แต่ยิ้มสุภาพใส่แทน
ป้าแสงเดินออกมาด้วยผ้าขาวม้าพาดบ่า
“อ้าว มาแล้วเหรอหลาน ป้านึกว่าจะต้องไปจุดธูปเรียกลงมาจากเขาเสียแล้ว”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับป้า” ดาบอตอบเสียงเรียบ แต่ดูเหมือนจะคุ้นกับการโดนแซวแบบนี้
“แต่ต่อไปอย่าขึ้นไปตอนจะมืดมากนักนะ” ป้าแสงหันไปมองทั้งคู่ “ถึงคนในหมู่บ้านเขาจะไม่ห้ามกันตรง ๆ แต่เขาก็ไม่ชอบให้ใครไปอยู่ข้างบนนาน ๆ”
“เพราะกลัวอันตรายเหรอครับ” ภาคินถาม
“เพราะกลัวจะไม่กลับลงมาน่ะสิ” ป้าตอบหน้าตาเฉย
“บางคนพอขึ้นไปมองดาวบ่อย ๆ แล้วเหมือนใจเขาไปติดอยู่บนนั้น จะคุยด้วยก็ไม่ค่อยเข้าใจภาษาคน”
สายตาป้าแสงไล่ไปทางดาบอแบบแซวกลาย ๆ
ภาคินแอบมองตาม
“ใจอยู่ตรงนี้ครับป้า” ดาบอตอบไม่สะทกสะท้าน “แค่เดินขึ้นเดินลงบ่อยหน่อย”
“ก็ขอให้มันอยู่ตรงนี้นาน ๆ เถอะ” ป้าแสงถอนหายใจ
“ไปล้างมือแล้วมากินข้าวได้แล้วคุณภาคิน ป้าทำกับข้าวเผื่อไว้เยอะ กลัวคนเมืองกินข้าวไม่อิ่มจะโทษอากาศเขา”
“คนเมืองโทษทุกอย่างยกเว้นตัวเองครับ” ภาคินหัวเราะเบา ๆ “ขอบคุณมากนะครับป้า”
มื้อเย็นบนโต๊ะไม้ยาวใต้ถุนบ้านเต็มไปด้วยกลิ่นหอมที่ทำให้ท้องร้องโดยไม่ขออนุญาต
แกงจืดฟัก ต้มยำไก่บ้าน ลาบหมูแบบใส่สมุนไพรแน่น ๆ ผัดผักจากสวนหลังบ้าน
และไข่เจียวหนานุ่มที่ป้าแสงบอกว่า “เผื่อคนเมืองกินเผ็ดไม่เก่ง”
“ผมเริ่มรู้สึกว่ามาทำวิจัยผมจะอ้วนนะครับ” ภาคินมองโต๊ะแล้วเผลอกลืนน้ำลาย
“ถ้าเขียนเล่มเสร็จแล้วไม่กลับไปไซซ์เดิม อาจารย์ผมจะจำไม่ได้”
“นักวิชาการต้องมีเนื้อมีหนังหน่อยสิ” ป้าแสงตอบ “เวลาเขียนหนังสือจะได้ไม่ล้มง่าย”
ดาบอนั่งอีกฝั่ง กินข้าวเงียบ ๆ แบบคนที่คุ้นกับบรรยากาศบ้านนี้ดี
เด็ก ๆ ที่ตามขึ้นมาเมื่อกี้ถูกแม่ลากกลับบ้านไปแล้ว เหลือเพียงเสียงจานช้อนและเสียงแมลงกลางคืน
“คุณดาบออยู่บ้านใกล้ ๆ นี้เหรอครับ” ภาคินลองชวนคุย
“ผมอยู่ท้ายหมู่บ้าน” ดาบอตอบ “แต่ช่วงหลังอยู่บนเขาบ่อยกว่าอยู่บ้าน”
“อย่าไปฟังพี่นัก” ป้าแสงแทรก “เดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยกลับบ้านเพราะคนที่บ้านชอบบ่นมากกว่าเพราะดาวหรอก”
“บ่นเรื่องอะไรเหรอครับ”
“ก็เรื่องเดิม ๆ นั่นแหละ” ป้าแสงคีบไข่เจียวใส่จานเขาเพิ่ม “พอคนหนึ่งเชื่อลึก ๆ อีกคนไม่ค่อยอยากเชื่อต่อ ก็เริ่มทะเลาะกัน”
น้ำเสียงของป้าแสงฟังดูไม่ใช่แค่เรื่องครอบครัวธรรมดา
คล้ายจะพูดถึงเรื่องคนทั้งหมู่บ้านด้วย
“เรื่องลัทธิดวงดาราเหรอครับ” ภาคินถามตรง ๆ
ป้าแสงชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“หลานนี่ถามตรงเหมือนผู้ใหญ่ณรงค์ว่าจริง”
“อโหสิกรรมให้เด็กเมืองกรุงเถอะครับป้า เราโตมากับกูเกิล ถามไม่ตรงเดี๋ยวค้นไม่เจอ”
คราวนี้ดาบอถึงกับแอบหัวเราะออกมานิดหนึ่ง
เสียงหัวเราะเขาเบามาก แต่ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะผ่อนคลายขึ้นทันที
“กินข้าวให้หมดก่อนแล้วเดี๋ยวป้าค่อยเล่าเท่าที่เล่าได้ละกัน” ป้าแสงว่า
“บางเรื่องพูดกลางคืนมาก ๆ เดี๋ยวหลานกลับไปฝันไม่ดีจะหาว่าป้าเป็นคนเริ่ม”
“คืนนี้ผมน่าจะฝันไม่ดีอยู่แล้วครับ ไม่ต้องห่วง” ภาคินยิ้มแห้ง
“แค่รายงานของพ่อก็ทำให้หัวผมหมุนทั้งวันแล้ว”
ดาบอเลิกคิ้วนิดหนึ่ง “รายงานของพ่อ?”
ภาคินเกือบหลุดปากว่า พ่อผมเคยขึ้นมาที่นี่
แต่เขาเก็บไว้ก่อน
ยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มเรื่องนี้กับใครก่อนดี
“คือ…พ่อผมก็ทำงานด้านสำรวจเหมือนกันน่ะครับ” เขาตอบกลาง ๆ
“ผมเลยได้เอกสารเก่า ๆ มาศึกษาต่อ”
ดาบอมองหน้าเขานานกว่าปกตินิดหนึ่ง
เหมือนกำลังต่อจิ๊กซอว์อะไรบางอย่างในหัว แต่ยังไม่พูดออกมา
ป้าแสงเลยรีบเปลี่ยนเรื่อง
“กินเยอะ ๆ เถอะหลาน เดี๋ยวคืนนี้จะได้มีแรงฝันร้าย” ป้าพูดหน้าตาเฉย
“ป้าแสงครับ นี่คือการปลอบใจสไตล์ไหนเหรอครับ” ภาคินแทบสำลักข้าว
“ก็สไตล์หมู่บ้านห้วยศิลานี่แหละ” ป้าแสงตอบ
“ถ้าอยู่ไปสักพัก เดี๋ยวก็ชินเอง”
หลังมื้อเย็น ดาบอขอตัวกลับบ้าน
เขายกมือไหว้ป้าแสงสั้น ๆ ก่อนหันมาพยักหน้าให้ภาคิน
“พรุ่งนี้ถ้าอยากลงไปดูหมู่บ้านข้างล่าง เดี๋ยวผมมารับ”
“ได้ครับ” ภาคินตอบ “ถ้าผมยังไม่โดนป้าแสงจับไปทำพิธีแก้ฝันร้ายนะครับ”
“ฝันร้ายบางอย่างไม่ต้องแก้ก็ได้” ดาบอว่า
“บางที…มันอาจเป็นคำเตือนที่ดีกว่าความฝันสวย ๆ ก็ได้”
“พูดแบบนี้ผมก็ไม่กล้านอนเลยสิครับ”
“งั้นก็อ่านหนังสือไปตลอดคืน” ดาบอตอบ
“นักวิชาการคงถนัดกว่านอน”
ภาคินกำลังจะเถียง แต่พอคิดถึงกองเอกสารที่รออยู่บนห้องก็พูดไม่ออก
ดาบอเหมือนจะรู้ เลยยกมุมปากขึ้นนิดหนึ่งแล้วเดินจากไปในความมืด
ป้าแสงมองตามหลังเขา ก่อนถอนหายใจ
“คนบ้านนี้เขาก็ใจดีนะ” ป้าพูดเบา ๆ “แค่บางทีเขาแบกท้องฟ้ามากเกินไปหน่อยก็เลยเดินตัวหนัก”
ประโยคนั้นฟังดูเหมือนคำเปรียบเทียบง่าย ๆ
แต่ทำให้ภาคินเงียบไปครู่หนึ่ง
“ท้องฟ้าบนหัวผมยังแบกไม่ค่อยไหวเลยครับป้า” เขาตอบในที่สุด
“ถ้าให้แบกแบบพี่ดาบอ ผมคงหลังหักก่อนเขียนวิทยานิพนธ์จบแน่”
ห้องพักของภาคินอยู่ชั้นบน มีฟูกปูพื้น หมอนสองใบ ผ้าห่มผืนหนา
หน้าต่างไม้เปิดออกไปเจอท้องฟ้ายามค่ำตรง ๆ
ไฟในห้องเป็นหลอดกลมสีส้มที่ทำให้ทุกอย่างดูนุ่มลงกว่าความจริง
เขาวางกระเป๋าเป้ข้าง ๆ ฟูก หยิบซองเอกสารของพ่อออกมา
วางมันไว้กลางห้อง จ้องมองอยู่พักหนึ่ง
“ถ้าไม่อ่านตอนนี้ ผมก็จะคิดถึงมันทั้งคืน” เขาพึมพำ
“ถ้าอ่านตอนนี้ ผมก็อาจจะนอนไม่หลับทั้งคืน…เยี่ยมเลย”
สุดท้ายเขาก็นั่งลง เปิดซองออกอีกครั้ง
เสียงกระดาษเก่าถูกคลี่ออดาบอ้า ๆ ดังเบา ๆ แข่งกับเสียงจิ้งหรีด
รายงานของพ่อไม่ได้เป็นแค่ข้อมูลทางวิชาการ
แต่มีบันทึกส่วนตัวปนอยู่เหมือนไดอารี่สั้น ๆ
“วันที่ 5 การเดินทางมาถึงหมู่บ้านห้วยศิลาโดยสวัสดิภาพ
ชาวบ้านต้อนรับดี แต่มีบางสายตาที่ระวังมากกว่าต้อนรับ
มีการพูดถึง ‘คนเฝ้าดาว’ อย่างคลุมเครือ—ยังไม่แน่ใจว่าเป็นกลุ่มคนจริง ๆ หรือเป็นแค่คำเรียกรวมของพิธีกรรมบางอย่าง”
ภาคินมองประโยคนี้แล้วเผลอมองออกไปนอกหน้าต่าง
ท้องฟ้าที่นี่ตอนกลางคืน…ต่อให้เวลาผ่านไปกี่ปีคงไม่ต่างกันมาก
ดาวยังคงเต็มฟ้า
แถมตอนนี้เขารู้แล้วว่า “คนเฝ้าดาว” ไม่ได้เป็นแค่คำในบันทึกจริง ๆ
เขาเลื่อนอ่านต่อ
“วันที่ 9 ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปยังลานหินเหนือหมู่บ้าน
สิ่งที่น่าสนใจคือ ลายสลักสัญลักษณ์บนหินมีมากกว่าหนึ่งแบบ
ดูเหมือนจะมีการ ‘แก้ไข’ หรือ ‘ทำซ้ำ’ ในภายหลัง
มีการพูดถึงคำว่า ‘ท้องฟ้าใต้ดิน’ และ ‘หมู่บ้านที่กลับด้าน’
ซึ่งยังไม่เข้าใจชัดเจน—อาจเป็นคำเปรียบเทียบ หรืออาจไม่ใช่”
“ท้องฟ้าใต้ดิน…” ภาคินพึมพำ
คำนี้เหมือนหลุดมาจากหนังสือแฟนตาซีมากกว่าในรายงานวิจัย
เขาย้อนคิดถึงลานหินเมื่อหัวค่ำ
ถ้าใต้ลานนั้นมีโพรงอะไรสักอย่างอยู่จริง ๆ…
เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากรู้หรือเปล่า
เขาเลื่อนสายตาลงไปอีก
“มีข้อถกเถียงกันในกลุ่มผู้รู้ภายในลัทธิเรื่องการแปลคำว่า ‘ดาวตกลงมา’ กับ ‘เราเดินตกไปหาดาว’
หากใช้โครงสร้างไวยากรณ์ชุดหนึ่ง มันหมายถึงสิ่งบนฟ้าลงมา
แต่หากใช้โครงสร้างอีกแบบหนึ่ง มันหมายถึง เราเป็นฝ่าย ‘ตก’ ไปหามัน
ข้อถกเถียงนี้ดูเหมือนเล็กน้อย แต่สำหรับคนที่นี่ มันคือความต่างระหว่าง ‘การถูกเลือก’ กับ ‘การไปรบกวน’”
ภาคินหน้าชาไปวูบหนึ่ง
เรื่องแปลคำผิดที่ดาบอพูดโผล่ขึ้นมาในหัวทันที
“บางครั้งแค่สลับมุมมองว่า ใครเป็นฝ่ายขยับ…ความหมายทั้งเรื่องมันก็กลับด้าน”
เขาอ่านต่ออีกหน่อย
แต่ยิ่งอ่าน เสียงในหัวก็ยิ่งดังขึ้น
ทั้งคำของพ่อ ทั้งคำของดาบอ ทั้งคำเตือนของอาจารย์
ไฟในห้องกระพริบวูบหนึ่ง
เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดานอัตโนมัติ
“ไม่เอาน่า อย่าเพิ่งมาพังตอนผมกำลังอ่านอะไรแบบนี้สิ” เขาบ่นกับหลอดไฟ
ในใจเริ่มนึกถึงป้ายโฆษณาเครื่องใช้ไฟฟ้า “เปลี่ยนหลอดใหม่ ให้ชีวิตสว่างขึ้น” แบบไร้สาระ
เสียง กุกกัก เบา ๆ ดังขึ้นจากใต้พื้นบ้าน
ภาคินตัวเกร็งโดยอัตโนมัติ ทุกภาพผีในละครหลังข่าวโผล่ขึ้นมาพร้อมกัน
“ใจเย็น อาจจะเป็นแมว…หมา…หรืออะไรที่ไม่ใช่วิญญาณ” เขาปลอบตัวเอง
เสียง กุกกัก ดังอีกสองที ตามด้วยเสียงใครสักคนตะโกน
“ไอ้ตูบ! อย่าขุดใต้บ้านคนอื่นเขา! เดี๋ยวเจอผีตีหัวหรอก!”
เสียงป้าแสงชัดเจน
ตามด้วยเสียงหมาเห่า “โฮ่ง!” แบบเหมือนเถียงกลับ
ภาคินถอนหายใจยาว
“ขอบคุณนะครับไอ้ตูบ ที่ทำให้ผมรู้ว่ายังอยู่ในโลกความจริง”
เขาพับรายงานวางไว้ข้างตัว
รู้สึกว่าถ้าอ่านต่อคืนนี้เขาอาจระแวงทุกเสียงกุกกักไปหมด
มือถือที่วางอยู่ข้างหมอนสั่นครืด
สัญญาณลักปิดลักเปิดโชคดีที่ยังส่งข้อความไลน์ได้ทีละชุด
บัว: แกถึงยัง
ภาคิน: ถึงแล้ว ยังไม่ถูกลัทธิสังเวยนะ
บัว: โอเค ถ้าโดนสังเวยให้ส่งโลเคชั่นมาก่อน
ภาคิน: ผีที่ไหนใช้ไลน์ได้วะ
บัว: ผีดิจิทัลไง แถมถ้าผีกลับมาหลอกได้ แปลว่าเน็ตในโลกวิญญาณแรงกว่าเราด้วย
ภาคินหลุดหัวเราะออกมาในห้องคนเดียว
ความตึงเครียดในอกเหมือนถูกปล่อยออกมานิดหนึ่ง
ภาคิน: ที่นี่ดาวสวยมาก
บัว: และพี่เจ้าลัทธิที่แกจะไปสอยล่ะ สวยไหม
ภาคิน: บัว
บัว: อะไร๊ ฉันแค่ช่วยผลักดันพล็อตรักให้แก แกว่าจะเขียนนิยายพวกนี้ไม่ใช่เหรอ เอาประสบการณ์จริงมาเลยดีกว่า
ภาคิน: เขายังไม่ได้บอกว่าเป็นเจ้าลัทธิสักหน่อย เป็นแค่คนมองดาวเก่ง
บัว: คนมองดาวเก่ง = คนที่หลุดจากความวุ่นวายของโลกได้เก่ง = วายได้ดีมาก แกเชื่อฉัน
สัญญาณหายไปดื้อ ๆ ทำให้ข้อความของบัวยุติอยู่เท่านั้น
หน้าจอขึ้นคำว่า กำลังเชื่อมต่อ… ค้างอยู่
“โลกวิญญาณคงดึงสัญญาณไปใช้ก่อน” เขาพึมพำ
วางมือถือไว้ข้างหมอนแล้วเอนตัวลงบนฟูก
ไฟในห้องดับลงเหลือเพียงแสงจันทร์และแสงดาวลอดช่องหน้าต่างเข้ามา
เงาของขอบหน้าต่างทาบเป็นสี่เหลี่ยมบนพื้นเหมือนกรอบฉากละคร
เขานอนมองเพดานอยู่พักหนึ่ง
ภาพลานหิน วงกลมสามชั้น เส้นที่กลับด้าน และดวงตาของดาบอที่เงยมองฟ้าโดยไม่กะพริบ วนกลับมาในหัวไม่หยุด
“ท้องฟ้าใต้ดิน…” เขาเอ่ยเบา ๆ ในความมืด
“หมู่บ้านที่กลับด้าน…”
เสียงจิ้งหรีดข้างนอกดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กล่อมเปลือกตาให้หนักลงทีละน้อย
ในที่สุดสติของเขาก็ค่อย ๆ ละลายหายไปกับเสียงของคืนแรกในห้วยศิลา
เขาไม่รู้ว่าเข้าสู่ความฝันตั้งแต่เมื่อไหร่
รู้แค่ว่าเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ท้องฟ้าที่เห็นอยู่ตรงหน้ามัน…ผิดที่
ดาวนับไม่ถ้วนละเลงเต็มพื้นเบื้องล่างแทนที่จะอยู่บนหัว
เขายืนอยู่บน “ฝ้าเพดาน” ที่เป็นหินหยาบ ๆ
ด้านล่างคือโพรงขนาดมหึมาที่ลึกจนมองไม่เห็นก้น
และในความลึกนั้น มีแสงพราวระยิบเหมือนน้ำทะเลยามคืนดาวเต็มฟ้า
แต่ที่ทำให้เขาขนลุกไม่ใช่แสงดาว
มันคือสัญลักษณ์วงกลมสามชั้นขนาดใหญ่ที่โผล่ขึ้นมาจากผนังหินด้านข้าง
ส่องแสงอ่อน ๆ เหมือนหายใจอยู่
เส้นเฉียงที่ลากผ่านวงกลมนั้น…ตรงครั้งนี้
เหมือนกับในเอกสารทุกฉบับที่เขาเคยเห็น
ไม่กลับด้านเหมือนบนลานหินเมื่อหัวค่ำ
เสียงหนึ่งดังมาจากข้าง ๆ
เสียงฝีเท้าเบา ๆ เดินบนหินแห้ง
“ในที่สุดก็ลงมาดูเอง”
ภาคินหันขวับ
เห็นเงาใครคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก
เงานั้นสูง โปร่ง ไหล่กว้างแบบคุ้นตา
แต่ในความมืด เขาแยกไม่ออกว่าเป็นพ่อ…หรือเป็นดาบอ
“ที่นี่คือ…ที่ไหน” เขาถาม เสียงตัวเองฟังดูเบากว่าปกติอย่างประหลาด
เหมือนลอยอยู่ในอากาศหนืด ๆ
“บางคนเรียกท้องฟ้าใต้ดิน” เงาตอบ
“บางคนเรียกหลุมศพของหมู่บ้าน
แต่สำหรับพวกคนเฝ้าดาว…นี่คือบ้านจริง ๆ ของเขา”
“ทำไมดาวถึงอยู่ข้างล่าง”
“เพราะเธอยังยืนอยู่ผิดที่”
คำตอบนั้นทำให้โลกหมุนวูบ
เขาเหมือนเสียหลักไปชั่วขณะ
เท้าขยับพลาดจากขอบหิน
ร่างทั้งร่างร่วงลงสู่โพรงที่เต็มไปด้วยดาวโดยไร้จุดยึด
ในเสี้ยววินาทีที่ตกลงไป เขารู้สึกเหมือนดาวทุกดวงเงยหน้าขึ้นมามองเขาพร้อมกัน
แล้วทุกอย่างก็มืดสนิท
เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมเสียงลมหายใจตัวเองที่หอบถี่
หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ถึงจังหวะในช่องอก
ห้องยังเป็นห้องเดิม
ฟูกเดิม หน้าต่างเดิม เงาเดิม
แสงจันทร์ยังส่องเฉียงเข้ามาผ่านช่องหน้าต่างไม้
“ฝัน…” เขาพึมพำ
ยกมือขึ้นกดขมับ หัวหมุนวูบเหมือนเพิ่งตกลงมาจริง ๆ
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้นสองที
ก็อก ก็อก
เขาชะงัก
หูยังอื้ออยู่จากความฝัน แต่เสียงนั้นชัดเกินจะคิดไปเอง
“คุณภาคิน ตื่นอยู่ไหม”
เสียงผู้ชายดังลอดเข้ามาเบา ๆ จากนอกห้อง
เขาจำเสียงนั้นได้ในทันที
ดาบอ
เขาก้มมองนาฬิกาบนข้อมือ
เข็มสั้นกับเข็มยาวชี้ไปที่เลขเที่ยงคืนพอดี
หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นอีกรอบ
คราวนี้ไม่แน่ใจแล้วว่าเป็นเพราะฝัน…หรือเพราะคนที่มายืนเรียกหน้าห้องกันแน่




