Saturday, January 17, 2026

ขอให้สนุกกับการอ่านนะครับ

HomeEpisodeบทที่ 7 – หมู่บ้านที่ไม่มีอยู่ในแผนที่

บทที่ 7 – หมู่บ้านที่ไม่มีอยู่ในแผนที่

“ขึ้นเขารอบสองในสองวัน…หัวข้อวิจัยผมควรเปลี่ยนเป็นเรื่อง ‘ความฟิตของนักโบราณคดี’ หรือเปล่าเนี่ย”

ภาคินบ่นเบา ๆ ขณะรูดซิปกระเป๋าเป้
ฟ้ายังไม่มืดสนิท แต่แสงเย็นก็ไหลลงไปกองอยู่หลังภูเขาแล้ว
ในครัว ป้าแสงกำลังเก็บล้างจานเสียงกุกกัก พอเห็นเขาสะพายเป้ก็หันมามองทันที

“จะขึ้นเขากันอีกแล้วเหรอหลาน” น้ำเสียงไม่ห้าม แต่มีแอบเช็ก

“ครับป้า” ภาคินยิ้ม
“คราวนี้เฮียกัชบอกว่าจะพาไปดู ‘หมู่บ้านกลับด้าน’ ด้วย”

ป้าแสงชะงักมือที่กำลังล้างจาน
แค่เสี้ยววินาที แต่คนสังเกตเก่งอย่างภาคินก็มองออก

“ป้าไม่ห้ามหรอก” ป้าพูดในที่สุด
“แต่จำที่ป้าเคยบอกได้ไหม ว่าบางทีคนเราไม่ได้หายไปเพราะเขา ‘อยากหาย’…บางทีเขาแค่เดินเลยเส้นบางเส้นไปไกลเกินไป”

“เส้นแบบไหนเหรอครับ”

“เส้นที่คนข้างล่างมองไม่เห็น แต่คนบนเขาเห็นชัด” ป้าแสงตอบ
“ถ้ากัชเดินนำ เธอก็เดินตามเขาไปได้ แต่อย่าก้าวแซงเขาเข้าใจไหม”

ประโยคนั้นเหมือนคำสาปปนพร
ภาคินยกมือไหว้

“ครับป้า ผมจะไม่แซงคนเฝ้าดาวขึ้นไปก่อนแน่นอน”
แค่ในใจแอบวิ่งนำไปแล้วนิดหน่อยเอง…

เสียงรองเท้าเหยียบดินดังขึ้นหน้าบ้านดาบอ
ดาบอยืนรออยู่ที่รั้วในชุดเดิมของเมื่อเย็น แต่พออยู่ในแสงหัวค่ำเลยดูเงียบขึ้นนิดหน่อย
เขาเงยหน้ามองภาคินที่เดินลงบันไดมา

“พร้อมไหม”

“พร้อมครับ” ภาคินตอบ “ป้าแสงสั่งแล้วว่า ห้ามผมแซงคุณขึ้นเขา”

“ก็ดี” ดาบอพยักหน้า
“คุณยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ‘เส้น’ ที่ป้าพูดถึงคืออะไร”

“ผมก็หวังว่าคุณจะบอกก่อนผมจะเดินตกข้ามไปน่ะครับ”

มุมปากดาบอกระตุกขึ้นนิดหนึ่งอย่างคุ้นเคย
ป้าแสงตะโกนตามหลังมาอีกคำ

“กลับมากินข้าวเช้ากับป้าด้วยนะหลาน! ถ้าหายไป ป้าจะขึ้นไปดึงหูถึงบนฟ้าเลย!”

“ครับป้า ผมกลัวหูยาวมากกว่ากลัวดาวอีก” ภาคินตอบกลับไป

ทางที่ดาบอพาไปวันนี้ไม่ใช่ทางเดียวกับเมื่อวาน
แทนที่จะเดินตามทางดินหลังบ้านป้าแสง เขาพาเลี้ยวออกด้านข้างหมู่บ้าน
ผ่านแปลงผัก ผ่านต้นกล้วยที่ใบแหว่ง ๆ ตามลม ผ่านรั้วไม้เตี้ย ๆ ที่มีผ้าขาวผูกไว้เป็นช่วง ๆ

“ผ้าขาวนี่คืออะไรครับ” ภาคินชี้

“เส้นแบ่งแบบหยาบ ๆ” ดาบอตอบ
“คนข้างล่างใช้กันเอง ว่าตรงนี้ ‘ของชาวบ้าน’ ตรงนั้น ‘ของคนบนเขา’”

“อย่างนี้ผมก็ข้ามมาฝั่งคนบนเขาเรียบร้อยแล้วสิครับ”

“คุณข้ามมาตั้งแต่คืนแรกที่เหยียบลานหินแล้วล่ะ” ดาบอพูดเรียบ ๆ
“ตอนนี้แค่เดินต่อมานิดหน่อยเท่านั้นเอง”

ภาษาคนเฝ้าดาวนี่ไม่มีโหมดให้รู้สึกเบาลงเลยจริง ๆ นะครับ
ภาคินคิดในใจ แต่ก็ยังเดินตามต่อแบบเต็มใจประหลาด

พอพ้นเขตแปลงผัก ทางก็เริ่มชันขึ้น
หญ้าสูงขึ้น ต้นไม้หนาขึ้น เสียงหมู่บ้านเบาลงเรื่อย ๆ จนเหลือแค่เสียงแมลงกับเสียงรองเท้าเหยียบดิน

“ผมเคยคิดนะครับ” ภาคินหอบเบา ๆ
“ว่าถ้าชีวิตผมกลายเป็นนิยายสักเล่ม ฉากแบบนี้นี่แหละที่คนอ่านจะเริ่มพิมพ์คอมเมนต์ว่า ‘อย่าไปสิลูก!’”

“งั้นทำไมคุณยังไป” ดาบอถามโดยไม่หันกลับมา

“เพราะถ้าไม่ไป คนเขียนจะโดนด่าว่าเขียนน่าเบื่อครับ”

ดาบอหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“ผมหวังว่าคนเขียนของคุณจะไม่ใจร้ายเกินไปกับตัวละครหรอก”

“ผมก็หวังแบบนั้นเหมือนกันครับ” ภาคินพึมพำ
เพราะตอนนี้ตัวละครรู้สึกรักตัวเองขึ้นมาเยอะแล้ว…

ทางเริ่มแคบลงจนต้องเดินเรียงหนึ่ง
ก้อนหินโผล่ขึ้นมาจากพื้นบ้างเป็นระยะ
ครั้งหนึ่งภาคินเหยียบพลาด จังหวะขาแปลก ๆ ทำให้เกือบลื่นลงข้างทาง

“เฮ้ย!”

มือเขาถูกคว้าทันที
แรงกระชากไม่รุนแรง แต่พอให้ทรงตัวกลับมาได้
นิ้วของดาบอเย็นนิด ๆ จากลมเย็นของป่า แต่จับแน่นเหมือนคนเคยดึงใครขึ้นจากขอบอะไรสักอย่างมานับครั้งไม่ถ้วน

“ผมบอกแล้วว่าอย่าแซง” น้ำเสียงเขาเรียบ แต่หัวคิ้วขมวดแน่น
“คุณจะวิ่งลงไปหาดาวเร็วกว่าที่คิดนะถ้าเดินแบบนี้”

“ขอโทษครับ” ภาคินหัวเราะแห้ง ๆ
“ผมแค่พิสูจน์ให้เห็นว่าแรงโน้มถ่วงยังทำงานดี”

“แรงโน้มถ่วงบนเขานี่ใจร้ายกว่าข้างล่างเยอะ” ดาบอยังไม่ปลือยมือง่าย ๆ
“ต่อให้คุณไม่อยากลงไป มันก็พร้อมจะดึงคุณลง”

ภาคินรู้สึกได้ว่าหัวใจตัวเองกำลังเต้นดังกว่าเสียงแมลง
เขาผละมือออกช้า ๆ ก่อนพูดกลบเกลื่อน

“โอเคครับ ผมจะเดินอย่างสุภาพต่อแรงโน้มถ่วงให้มากขึ้น”

ดาบอพยักหน้า ก่อนหันกลับไปเดินนำต่อ
แต่จังหวะก้าวของเขาช้าลงนิดหน่อย เหมือนเผื่อจังหวะให้คนด้านหลัง

ฟ้าเริ่มคล้ำเมื่อพวกเขาออกจากแนวต้นไม้สู่พื้นที่โล่ง
ตรงหน้าคือไหล่เขาอีกด้านหนึ่ง ที่ลาดลงไปสู่ความมืด

จากจุดนี้มองไม่เห็นหมู่บ้านห้วยศิลาโดยตรง
มีแค่ทิวเขาซ้อนกันไปจนสุดสายตา กับท้องฟ้าซึ่งกำลังเปลี่ยนจากน้ำเงินเข้มเป็นเกือบดำ

บนพื้น มีหินแผ่นใหญ่เรียงกันเป็นวง
ตรงกลางเหมือนเว้นที่ว่างไว้พอดีสำหรับคนยืนหนึ่งคน

“นี่ไม่ใช่ลานหินเมื่อวาน” ภาคินสังเกต
“มัน…เงียบกว่าแปลก ๆ”

“ที่นั่นเรียก ‘ลานหินของหมู่บ้าน’” ดาบอว่า
“แต่ตรงนี้…คนบนเขาเรียกว่า ‘ลานหินของคนที่ไม่มีบ้าน’”

“ฟังดูใจหายจังครับ”

“มันเป็นจุดที่ใช้ทำหลายอย่าง” ดาบอไม่อ้อมค้อม
“ทั้งเฝ้าดูฟ้า ทั้งเรียกชื่อคนที่ ‘หายไป’ ทั้งตัดสินใจว่าจะให้ใคร ‘ขึ้นไป’ บ้าง”

ภาคินรู้สึกว่ากระเป๋าเป้บนหลังหนักขึ้นทันที
ทั้งที่ข้างในมีแค่สมุด ปากกา กับรายงานของพ่อ

“หมู่บ้านกลับด้านที่คุณพูดถึง…” เขาถามเบา ๆ
“เกี่ยวกับที่นี่เหรอครับ”

“ส่วนหนึ่ง” ดาบอเดินไปยืนตรงกลางวงหิน
เขาเงยหน้ามองฟ้าที่กำลังมืดลงทีละนิด

“คุณเคยเห็นหมู่บ้านตอนเปิดไฟทั้งหมดหรือยัง”

“ยังครับ”

“ลองจินตนาการดู”

ดาบอชี้มือไปในอากาศเหมือนขีดแผนที่

“บ้านป้าแสงอยู่แถวนี้” เขาวาดลายเส้นในอากาศ
“วัดอยู่ตรงนี้ ศาลา โรงเรียน ลำธาร…ถ้าดูจากบนลานหินเมื่อวาน คุณก็จะเห็นไฟของหมู่บ้านเรียงกันเป็นรูปแบบหนึ่ง”

ภาคินจำภาพเมื่อคืนขึ้นมาได้
แสงไฟสีส้ม ๆ จากบ้านแต่ละหลังละลายรวมเป็นแผนที่เรืองแสงเล็ก ๆ ในความมืด

“แล้วหมู่บ้านกลับด้านล่ะครับ”

ดาบอลดมือ ลงมองพื้นหินแทนฟ้า

“ถ้าคุณยืนอยู่ตรงนี้ แล้วดูท้องฟ้าเหนือหัวคุณดี ๆ” เขาว่า
“คุณจะเห็น ‘ลาย’ ของดาวบางกลุ่มเรียงกันเหมือนแผนที่ของหมู่บ้าน…แต่กลับด้าน”

ขนที่แขนภาคินลุกซู่โดยอัตโนมัติ
เขาเงยหน้ามองดาว
ตอนแรกเห็นแค่ดาวกระจายเต็มฟ้าตามปกติ
แต่พอเริ่ม “มองหาลาย” ตามที่ดาบอบอก เขาก็เริ่มจับสังเกตได้

กลุ่มดาวห้าดวงตรงนั้น…รูปคล้ายหลังคาบ้านป้าแสง
ชุดดาวเรียงยาวเส้นนั้น…คล้ายถนนดินกลางหมู่บ้าน
กลุ่มดาวกระจุกตรงมุม…คล้ายตรงโรงเรียนกับสนามหญ้า

มันเหมือนมี “หมู่บ้านอีกหมู่บ้าน” วาดอยู่บนฟ้า…กลับด้านกับหมู่บ้านตัวเอง

“คุณล้อผมเล่นหรือเปล่าเนี่ย” ภาคินพึมพำ
“หรือผมควรไปตรวจสายตาใหม่ดี”

“คุณเห็นแล้วใช่ไหมล่ะ” ดาบอถาม ไม่ตอบว่าล้อหรือไม่ล้อ
“บางคนขึ้นมาที่นี่ครั้งแรก เขามองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากดาวกระจาย
แต่ถ้าใครเริ่มเห็น ‘ลาย’ เขาจะเริ่มเข้าใจคำว่า ‘หมู่บ้านกลับด้าน’ มากขึ้น”

“แล้ว…มันสำคัญยังไงครับ ที่ดาวเรียงตัวเหมือนหมู่บ้าน”

“เพราะสำหรับพวกคนเฝ้าดาวบางกลุ่ม” ดาบอตอบ
“หมู่บ้านที่แท้จริง…ไม่ใช่หมู่บ้านที่อยู่บนดิน แต่เป็นหมู่บ้านที่อยู่บนฟ้า ต่างหาก”

ภาคินนิ่งไป
เขานึกถึงคำพูดของเด็กคนนั้น

“พี่ดาบอไม่ใช่คนเฝ้าดาวหรอก…พี่แค่เป็นคนที่ดาวเฝ้าดูแทนมากกว่า”

“แล้วคนที่ ‘หายไปบนเขา’…” เขาค่อย ๆ ต่อประโยคในหัว
“ในมุมของคนบนเขา เขาไม่ได้หายนี่นา…เขาแค่ย้ายบ้านขึ้นไปอยู่หมู่บ้านอีกด้านหนึ่ง”

ดาบอไม่ได้พูด แต่การที่เขาไม่ปฏิเสธก็ถือเป็นคำตอบในตัวมันเอง

“แล้วการเรียกชื่อคนที่หายไป…ที่คุณพูดถึงเมื่อกี้ ทำยังไงเหรอครับ”

คำถามนี้ออกจากปากโดยที่ภาคินยังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากฟังคำตอบแค่ไหน
แต่ในฐานะคนทำวิจัยและ…ลูกชายของคนหนึ่งที่หายไป เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดาบอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเดินไปที่ขอบลาน
ตรงนั้นมีแท่งหินเตี้ย ๆ เรียงกันเป็นแถว
บนหน้าหินมีรอยสลักบางอย่างเลือน ๆ คล้ายอักษรแต่ไม่คุ้นตา

“นี่คือรายชื่อของคนที่…หมู่บ้านข้างล่างเรียกว่า ‘หาย’” เขาบอก
“แต่คนบนเขาเรียกว่า ‘ข้ามไปแล้ว’”

ภาคินรู้สึกว่าลมหายใจตัวเองติดขัด
เขาเดินเข้าไปใกล้หินแผ่นที่ใกล้ตัวที่สุด ก้มมองรอยสลักที่ขึ้นราและสึกไปตามเวลา

“อ่านออกไหม” ดาบอถาม

“ไม่แน่ใจครับ” ภาคินเอียงศีรษะ
รูปทรงตัวอักษรคล้ายภาษาในเอกสารโบราณบางชุดที่เขาเคยเห็น
แต่มีการลากเส้นเพิ่มบางอย่าง ทำให้มันต่างจากตัวมาตรฐาน

เขาหยิบสมุดโน้ตออกมาอย่างอดไม่ได้ ลองคัดลายเส้นคร่าว ๆ ใส่กระดาษ

“นี่คือภาษาเดียวกับในเอกสารที่คุณเอามาด้วยบางส่วน” ดาบอชี้
“แต่เป็น ‘วิธีเขียนของคนบนเขา’ ไม่ใช่ของนักวิชาการข้างล่าง”

“แล้วคุณอ่านออกไหมครับ”

“พอเดาได้บ้าง” ดาบอว่า
“แต่บางชื่อก็ถูกจงใจทำให้อ่านยาก—เหมือนคนที่นี่ไม่อยากให้ใครตามหาได้ง่าย ๆ”

ประโยคนั้นทำให้หัวใจภาคินแทบหยุด
มือที่ถือสมุดโน้ตเริ่มสั่นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

“แล้วชื่อของพ่อผม…” เขาถามออกไปในที่สุด
เสียงเบากว่าที่คิด “อยู่ในนี้ไหม”

เงียบ

ลมเย็นพัดแรงขึ้น เหมือนจะเข้าข้างเสียงของความกลัวในหัว

ดาบอไม่ได้ตอบทันที
เขาก้มลง ใช้นิ้วลูบไปตามรอยสลักบนแผ่นหินหนึ่ง
หยุดอยู่ที่บรรทัดกลางที่แทบมองไม่ออกแล้วว่าเคยเป็นเส้นตัวอักษร

“ผมไม่แน่ใจ” เขาพูดช้า ๆ
“ชื่อของเขา…ถ้าเคยอยู่ในนี้จริง ๆ ตอนนี้มันถูกขูดทับหลายชั้นแล้ว”

“ถูกลบออก?”

“ไม่ใช่ลบ” ดาบอส่ายหน้า
“แต่ถูกเขียนทับด้วยสัญลักษณ์อื่น ชื่อบางชื่อถูก ‘คืนให้ฟ้า’ ในแบบของคนที่นี่”

ภาคินขมวดคิ้ว “แปลว่าอะไรครับ”

“บางคนในหมู่บ้าน…กลัวว่าชื่อของคนที่หายไป จะกลายเป็น ‘ทาง’ ให้คนรุ่นหลังเดินตาม” ดาบออธิบาย
“เขาเลยทำพิธี ‘คืนชื่อ’ ให้ฟ้า แทนที่จะปล่อยให้มันอยู่บนหิน”

“คืนชื่อให้ฟ้า…”

คำนี้สะกิดบางอย่างในความทรงจำของเขา
เขานึกถึงรายงานของพ่อ หน้าที่พูดถึงการถกเถียงการแปลคำว่า
“ดาวตกลงมา” กับ “เราเดินตกไปหาดาว”

“ถ้าชื่อถูกคืนให้ฟ้า…” ภาคินค่อย ๆ ต่อ
“ก็แปลว่าคนข้างล่างไม่มีหลักฐานให้ตามแล้ว แต่บนฟ้า…กลับมีเพิ่มอีกหนึ่งดวง”

ดาบอมองเขาอย่างพิจารณา
เหมือนกำลังดูคนต่อจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญเข้าไปทีละชิ้น

“ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนบนเขายังพูดถึงพ่อคุณอยู่” เขาพูดเบา ๆ
“ถึงชื่อเขาจะไม่ชัดอยู่บนหิน แต่บางคนก็เชื่อว่า…เขาอยู่ใน ‘หมู่บ้านอีกด้าน’ แบบที่คุณว่านั่นแหละ”

หัวใจภาคินเหมือนถูกขยำเบา ๆ
มันทั้งเจ็บ ทั้งอุ่นนิด ๆ พร้อมกันอย่างประหลาด

ถ้าเขายัง ‘อยู่’ จริง ๆ…แปลว่าผมมีโอกาสเจอ หรือแปลว่าผมมีโอกาสเดินหายตามไปด้วยกันแน่กันนะ

เพื่อหนีจากความคิดอันตรายนั้น เขาหันไปถามอีกอย่างแทน

“แล้วคุณล่ะครับ”

“อะไร”

“ชื่อของแม่คุณ…เคยอยู่บนหินนี้ไหม”

ดาบอเงียบ
เงียบแบบที่แม้แต่เสียงน้ำลายกลืนยังดังอยู่ในหูตัวเอง

“เคย” เขาตอบในที่สุด
“แต่ถูกคืนให้ฟ้าไปแล้วนานแล้ว”

“หมายความว่า…”

“หมายความว่า สำหรับคนบนเขา เขาไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านห้วยศิลาอีกต่อไป” ดาบอพูด
“เขาอยู่ในหมู่บ้านที่กลับด้านแทน”

ภาคินรู้สึกว่าคำว่า หมู่บ้านกลับด้าน เริ่มไม่ใช่คำสวย ๆ เท่ ๆ อีกต่อไป
แต่มันคือคำที่มีทั้งความรักและการสูญเสียอัดแน่นอยู่

“แล้วคุณ…” เขาลังเล
“ยังอยากไปอยู่หมู่บ้านนั้นไหม”

ดาบอยิ้มมุมปากบาง ๆ แบบที่อ่านไม่ออกว่าเศร้าหรือยอมรับ

“เมื่อก่อนเคยอยาก” เขาว่า
“แต่พักหลัง…เริ่มรู้สึกว่าถ้าผมขึ้นไปอีกบ้านหนึ่งจริง ๆ ใครจะอยู่ข้างล่างคอยดูว่าคนอื่นจะเดินข้ามเส้นไปตอนไหน”

“เลยต้องคอยดึงคนอื่นไว้แทน” ภาคินทวน
“โดยเฉพาะคนเมืองที่ชอบสะดุดหินอย่างผม”

“ก็ประมาณนั้น” ดาบอตอบ
“ผมเลยไม่อยากให้ชื่อคุณไปอยู่บนหินพวกนี้ง่าย ๆ”

หัวใจภาคินเต้นแรงจนแทบจะตีจังหวะเป็นเพลงเองได้
ประโยคเมื่อกี้มันมากกว่าคำเตือนเฉย ๆ
มันเหมือนคำพูดว่า ผมไม่อยากให้คุณหายไป ในภาษาของคนเฝ้าดาว

เพื่อไม่ให้ตัวเองไหลไปไกลกว่าที่ขาไต่ทัน เขาเปลี่ยนเรื่องเล็กน้อย

“แล้วคืนนี้เรามาทำอะไรตรงนี้ครับ นอกจากดูหมู่บ้านบนฟ้า”

“ฟัง” ดาบอตอบ

“ฟังอะไรครับ”

“ฟังว่า…หมู่บ้านกลับด้านกำลัง ‘โทรกลับ’ หรือเปล่า”

ประโยคนั้นทำให้ภาคินขนลุกขึ้นรอบที่หกของวันนี้
เขาตั้งใจเงี่ยหูฟังตามที่อีกฝ่ายบอก

ตอนแรกมีแค่เสียงลม
แต่พอฟ้าค่อย ๆ มืดสนิทลง เสียงบางอย่างเริ่มซ้อนขึ้นมาทีละนิด
เหมือนเสียงคนฮัมอะไรเบา ๆ อยู่ไกลมาก ๆ หลาย ๆ คนพร้อมกัน
จับคำไม่ได้ แต่จับ “จังหวะ” ได้

“นั่นคือเสียงอะไรครับ”

“บางคนว่าคือเสียงลม” ดาบอตอบ
“บางคนว่าคือเสียงของคนที่หมู่บ้านกลับด้านคุยกันเอง”

“แล้วคุณล่ะครับ คุณเชื่อแบบไหน”

ดาบอเงียบไปชั่วครู่ ก่อนตอบช้า ๆ

“ผมเชื่อว่า…มันคือเสียงของคนที่ยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองอยู่ด้านไหนกันแน่”

คำตอบนั้นประหลาด แต่มันดันเข้าใจได้โดยไม่ต้องอธิบายเพิ่ม
เหมือนคนบางคนที่ยังติดอยู่ระหว่างการไปต่อกับการย้อนกลับ
ระหว่างหมู่บ้านสองด้าน ที่ไหนก็ไม่ใช่บ้านเต็มร้อย

“แล้วในหมู่บ้านกลับด้าน…” ภาคินเอ่ยเบา ๆ
“คุณคิดว่าพ่อผมกับแม่คุณ…เคยเดินสวนกันบ้างไหมครับ”

ดาบอหันมามองเขา
ดวงตาสะท้อนแสงดาวจาง ๆ

“ถ้ามีจริง ผมหวังว่า…” เขาว่า
“พวกเขาจะยืนมองฟ้าในทิศทางเดียวกัน อย่างน้อยสักคืนหนึ่ง”

ภาคินกลืนน้ำลาย
อยู่ ๆ ก็รู้สึกว่าคำว่า วาย ในเรื่องที่เขากำลังจะเขียน
ไม่ได้มีแค่ความสัมพันธ์ของคนสองคนในปัจจุบัน
แต่มันครอบคลุมไปถึงรุ่นพ่อรุ่นแม่ ที่มีความเชื่อและการหายไปโยงกันอยู่ข้ามด้านของท้องฟ้า

เสียงฮัมเบา ๆ บนลมค่อย ๆ เงียบลง
ท้องฟ้ากลายเป็นผืนดำที่มีหมู่ดาวหมู่บ้านส่องอยู่สองชุด—ชุดหนึ่งบนฟ้า ชุดหนึ่งในความทรงจำ

“พอแค่นี้ก่อน” ดาบอหันกลับมาหาเขา
“เก็บเสียงที่ได้ยินไว้ก่อน คืนอื่นยังมีให้ฟังอีกเยอะ”

“นี่คือคอนเสิร์ตซีรีส์เหรอครับ” ภาคินแกล้งถาม
“คืนนี้เป็นรอบทดลองแสดง?”

“คืนนี้เป็นรอบเช็กว่า คุณจะนั่งฟังแล้วอยากเดินลง…หรืออยากเดินเข้าไปใกล้ขอบมากขึ้น” ดาบอตอบตรง ๆ

“แล้วผลที่คุณอ่านจากหน้าผมคืออะไรครับ”

“ระหว่างที่ฟัง คุณไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้ขอบหินเลย” ดาบอว่า
“ถือว่าเริ่มต้นไม่เลวสำหรับคนที่เพิ่งฝันตกดาวไปเมื่อคืน”

ภาคินหัวเราะออกมา ทั้งที่หัวใจยังแน่น ๆ อยู่

“งั้นขอบคุณที่มาคุมสอบให้ครับอาจารย์คนเฝ้าดาว”

“อย่าเรียกผมว่าอาจารย์” ดาบอทำหน้าขรึมทันที
“ผมเคยเจอแต่อาจารย์ที่ปล่อยให้นักศึกษาเดินไปไกลเกินไปก่อนถึงจะเรียกกลับ”

“โห แทงแรงมากครับ” ภาคินคิดถึงอาจารย์เดชาแวบหนึ่ง
ถ้าอาจารย์รู้ว่าตัวเองโดนแซะกลางเขาอยู่คงจามแน่ ๆ

ขากลับลงเขา ทางมืดกว่าตอนขึ้น
ไฟฉายในมือดาบอส่องนำทางเป็นวงเล็ก ๆ ข้างหน้า
บางช่วงต้องเดินชิดกันมากขึ้นเพราะทางแคบ
บางช่วงภาคินเผลอจับชายเสื้ออีกฝ่ายไว้เฉย ๆ โดยไม่ทันคิด

“กลัวหลง?” ดาบอถามโดยไม่หันมา

“กลัวสะดุดมากกว่าครับ” ภาคินตอบ
“ถ้าผมกลิ้งลงไป ป้าแสงจะโทษคุณแน่นอนว่าพาผมไปเล่นสไลเดอร์บนเขา”

“จริงของป้าแสง” ดาบอว่า
“เพราะผมเป็นคนชวนคุณขึ้นไปเอง…ผมเลยต้องรับผิดชอบให้คุณลงมาทั้งตัว”

คำว่า ทั้งตัว ทำให้หัวใจที่แขวนอยู่กลางทางเขาเหมือนโดนดึงกลับลงมาที่หน้าอก
เขายิ้มออกมาในความมืด โดยที่อีกฝ่ายมองไม่เห็น

โอเค…ถ้าชีวิตนี้ต้องมีใครสักคนพูดประโยคนี้กับผม
ผมก็ไม่เสียดายที่ให้มันมาจากคนเฝ้าดาวบนเขานี่แหละ

และเขายังไม่รู้เลยว่า

ในวันที่ “หมู่บ้านกลับด้าน” แสดงตัวชัดเจนกว่านี้—
คนที่ต้องตัดสินใจว่าจะเดินข้ามเส้นไป หรือดึงใครไว้…
อาจไม่ใช่ดาบอคนเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่จะมีชื่อ “ภาคิน” ปรากฏอยู่บนชะตากรรมนั้นด้วยเต็มตัว…

ความคิดเห็นของคุณสำคัญกับเรา ส่งคำแนะนำติชมมาได้ที่ yflixth@gmail.com ขอบคุณครับ

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามมิให้ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ส่วนหนึ่งส่วนใดของหนังสือเล่มนี้ก่อนได้รับอนุญาตอย่างเป็นลายลักษณ์อักษณ์จากผู้เขียน ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments

ตอนต่างๆ ในเรื่อง

Continue reading

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.