Saturday, January 17, 2026

ขอให้สนุกกับการอ่านนะครับ

HomeEpisodeบทที่ 5 – คนที่ฝันถึงท้องฟ้าผิดด้าน

บทที่ 5 – คนที่ฝันถึงท้องฟ้าผิดด้าน

หัวใจเต้นดังในอกจนกลัวว่าคนหลังประตูจะได้ยิน
ภาคินกลืนน้ำลาย ฝ่ามือยังชื้นเหงื่อจากฝันเมื่อครู่

เที่ยงคืน…แล้วคนมองดาวมาหาหน้าห้องนี่มันโหมดไหนวะเนี่ย

เขาลุกจากฟูกอย่างระมัดระวัง เดินไปใกล้ประตูไม้
เสียงด้านนอกรออย่างเงียบ ๆ ไม่มีการเคาะซ้ำ ไม่มีการเร่งเร้า

“ตื่นอยู่ครับ” เสียงของเขาแห้งกว่าที่คิด “มีอะไรหรือเปล่า”

“ถ้าไม่สะดวก ผมค่อยมาใหม่ก็ได้” เสียงดาบอยังคงเรียบ แต่ฟังดู…ลังเลแปลก ๆ
“ผมแค่…เห็นไฟในห้องคุณยังไม่ดับ”

แต่ไฟผมดับไปแล้วนะ… ภาคินชะงัก
เขาหันไปมองหลอดไฟเหนือหัวซึ่งตอนนี้ปิดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ลอดหน้าต่างเข้ามา

“เอ่อ…ไฟผมปิดไปสักพักแล้วนะครับ” เขาตอบออกไป

มีช่วงเงียบสั้น ๆ เหมือนคนหลังประตูคิดตามอยู่
ก่อนจะได้ยินเสียงถอนหายใจเบา ๆ

“งั้นผมคงดูดาวมากไปหน่อย” ดาบอว่า “…ขอโทษที่มาปลุก”

หน่อยที่ไหนล่ะคุณ

“ไม่เป็นไรครับ ผมตื่นอยู่จริง ๆ” ภาคินรีบพูด
จะบอกว่าเพิ่งตกจากท้องฟ้าใต้ดินในฝันก็กลัวอีกฝ่ายคิดว่าเพี้ยน
“เชิญ…เอ่อ จะให้ผมเปิดประตูไหมครับ หรือคุยผ่านประตูแบบหนังผีไปเลย”

คราวนี้ปลายเสียงดาบอเหมือนจะหัวเราะในลำคอ

“เปิดก็ได้ ผมไม่มีพรสวรรค์เป็นผี”

ภาคินปลดกลอน เปิดประตูออดาบอ้า ๆ

ภาพแรกที่เห็นคือเงาร่างสูงในแสงจันทร์จาง ๆ
ผมดำขลับยังชื้นนิด ๆ เหมือนเพิ่งโดนหมอกเย็นจากด้านนอก
เสื้อยืดสีเรียบกับกางเกงขายาวทำให้ดาบอดูธรรมดาเกินไปสำหรับคนที่ชาวบ้านครึ่งหมู่บ้านแอบกลัว

แต่ดวงตาในความมืดนั่นแหละ ที่ทำให้เขานึกถึงประโยคของพ่ออีกรอบ

“อย่าไว้ใจคนที่มองดาวโดยไม่กะพริบตา”

โถ พ่อครับ ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าควรไว้ใจตัวเองที่เปิดประตูมากกว่าด้วยซ้ำ

“มีอะไรด่วนรึเปล่าครับ” เขาถามพอให้ตัวเองไม่ยืนจ้องอีกฝ่ายเงียบ ๆ

“ไม่มีอะไรด่วน” ดาบอตอบ “แค่สงสัยว่าคุณ…โอเคไหม”

“โอเคสิครับ” เขารีบพูดอัตโนมัติ
แต่ดาบอเลิกคิ้วนิด ๆ แบบไม่เชื่อเต็มร้อย

“คุณตื่นมาสองรอบแล้ว คืนนี้”

คำพูดนั้นทำให้ขนลุกซู่ยิ่งกว่าฝันเมื่อครู่

“ห๊ะ? คุณ…รู้ได้ไงครับ”

“บ้านไม้เสียงมันดัง” ดาบอตอบง่าย ๆ
“คุณขยับตัวแรงเหมือนคนสะดุ้ง แล้วก็หายใจดัง”

ภาคินหน้าเริ่มร้อน
นี่ผมกรนแพนิกใส่หมู่บ้านเขาเลยเหรอ

ดาบอเหมือนจะรู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มจมอาย เลยเปลี่ยนเรื่องเล็กน้อย

“ลงไปข้างล่างไหม” เขาพยักหน้าไปทางบันได
“ด้านนอกลมเย็นกว่าในห้อง คุณอาจหายใจสะดวกขึ้น”

คำว่า หายใจสะดวกขึ้น ทำให้ความกังวลเนียนกลายเป็นเรื่องสภาพอากาศแทนฝันร้าย
ภาคินเลยพยักหน้าตอบ

“โอเคครับ…ผมก็เริ่มร้อนหัวอยู่เหมือนกัน”

ระเบียงไม้ชั้นล่างสว่างด้วยแสงหลอดไฟเล็ก ๆ แค่ดวงเดียว
ด้านนอกเป็นความมืดที่มีเสียงแมลงและสายลม
เหนือศีรษะ ท้องฟ้ายังเต็มไปด้วยดาวเหมือนเมื่อหัวค่ำ
แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าพวกมัน…จ้องกลับมามากขึ้นอีกหน่อย

ดาบอนั่งลงบนขั้นบันไดไม้ขั้นบนสุด
เว้นที่ข้าง ๆ พอให้คนอีกคนมานั่งได้

“ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณตกใจ” เขาเอ่ยขึ้นก่อน
“ถ้าไม่อยากคุยตอนนี้ก็ได้นะ ผมแค่มาดูเฉย ๆ ว่าคุณ…”

เขาหยุดคำ ไม่พูดต่อว่ากลัวอะไร

“ไม่เป็นไรครับ” ภาคินแทรก
“ผม…เพิ่งฝันแปลก ๆ เลยคิดว่าตื่นมาคุยกับคนจริง ๆ สักหน่อย น่าจะช่วยได้”

“ฝันแปลก?”

“ผมไม่ได้ฝันว่าตกจากเตียงนะครับ” เขารีบชิงมุกกลบเกลื่อน
“ผมฝันว่าตกลงไปใน…ท้องฟ้าใต้ดิน”

ดาบอหันมามองเขาเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แววตาในความมืดเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง

“คุณพูดว่าอะไรนะ”

“ท้องฟ้าใต้ดิน” ภาคินขยับตัว หันนั่งหันหน้าออกไปทางลานบ้าน
“ผมยืนอยู่บนหินอะไรสักอย่าง ข้างล่างเป็นโพรงใหญ่ ๆ มีดาวเต็มไปหมด เหมือนฟ้ามันอยู่ผิดที่”

เขาหัวเราะแห้ง ๆ เติมไปอีกประโยค “จะว่าไปก็คงเพราะผมอ่านรายงานของพ่อมากไปก่อนนอนนั่นแหละ สมองเอาไปต่อมโนเอง”

“รายงานของพ่อคุณ…พูดถึงท้องฟ้าใต้ดินเหรอ” ดาบอยังคงมองเขาไม่ละสายตา

“ครับ” ภาคินพยักหน้า
“พ่อเขียนว่าคนที่นี่พูดถึงคำนี้บ่อย แต่ยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรแน่
บางคนว่าหมายถึงที่ไหนบางแห่ง บางคนว่าหมายถึงสภาพจิตใจของคนเฝ้าดาว”

สายลมเย็นพัดผ่าน ทำให้เสียงของแมลงเงียบลงชั่วครู่
ราวกับทั้งหมู่บ้านเงี่ยหูฟังด้วย

“คุณฝันเห็นอะไรบ้าง นอกจากดาว” ดาบอถามต่อ

ภาคินนึกภาพฝันกลับไปทีละขั้น
ภาพโพรงมืด แสงดาวเบื้องล่าง สัญลักษณ์บนผนังหิน…และเงาคนนั้นที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

เขาชั่งใจแวบหนึ่งว่าจะพูดถึงเงาคนนั้นไหม
สุดท้ายก็เลือกเล่าไม่หมดทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์

“ก็มีสัญลักษณ์ของลัทธิอยู่บนผนังหินด้วยครับ” เขาตอบ
“วงกลมสามชั้น เส้นเฉียง…แต่ในฝันมันเป็นเวอร์ชันที่ผมเคยเห็นในเอกสาร ไม่ใช่เวอร์ชันบนหินที่ลาน”

ดาบอเงียบไปนานกว่าปกติ

“แล้วคุณตกลงไปในดาว” เสียงเขาเบาลง

“ใช่ครับ” ภาคินหัวเราะเก้อ ๆ
“บทสรุปของฝันคือผมตกทะเลดาวฟรี ๆ โดยไม่มีเซฟพอยต์”

มุมปากของดาบอกระตุกเล็กน้อย แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะตลก
มากกว่าคือ…ขมขื่นประหลาด ๆ

“ฝันแบบนี้ ไม่ใช่ฝันที่คนข้างล่างชอบหรอก” เขาพูดเบา ๆ
“แต่สำหรับคนบางกลุ่ม…มันเหมือนสัญญาณมากกว่าบังเอิญ”

“สัญญาณ?”

“คนที่นี่เชื่อว่า ถ้าใครฝันถึงท้องฟ้าผิดด้าน…” ดาบอหยุดไปเสี้ยววินาที
“เขาจะไม่ใช่แค่คนที่มา ‘ดู’ ลัทธิจากด้านนอก แต่จะถูกดึงเข้าไปในเรื่องด้วย”

“โอเคครับ ผมขอจดไว้เป็นหัวข้อ thesis ‘การไม่ควรอ่านรายงานของพ่อก่อนนอน’”
ภาคินประชดเบา ๆ เพื่อไม่ให้ความกลัวฟุ้งขึ้นมากไป

“คุณไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร” ดาบอว่า
“แต่มันไม่ใช่ทุกคนที่จะฝันเห็นท้องฟ้าใต้ดินหรอก”

“แล้ว…คนไหนที่เคยฝัน” เขาถามโดยไม่คิด
ทันทีที่ถามก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศเปลี่ยนไปเล็กน้อย

ดาบอหันกลับไปมองท้องฟ้า

“คนเฝ้าดาวบางคนเคยเล่าเหมือนกัน” เขาพูดแทนคำตอบตรง ๆ
“ส่วนคนที่ลงไปจริง ๆ…”

เขาปล่อยให้ประโยคค้างอยู่อย่างนั้น

“…ไม่มีใครกลับขึ้นมาเล่าได้”

ภาคินรู้สึกว่าลำคอแห้งไปชั่วขณะ
เขาเอนหลังพิงเสาบันไดไม้ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ

“ดีที่ผมแค่ตกในฝัน” เขาพยายามเล่นมุก
“ถ้าตกของจริง ผมคงไม่ได้มานั่งฟังคุณนั่งดุเรื่องการฝันกลางคืนที่บันไดบ้านแบบนี้”

“ผมไม่ได้ดุ” ดาบอค้านเบา ๆ
“ผมแค่…ไม่อยากให้คุณคิดว่ามันเป็นแค่ฝันแล้วจบ”

น้ำเสียงนั้นมีอะไรบางอย่างที่ทำให้หัวใจภาคินชะงัก
ไม่ใช่ความหลอน แต่เป็นความห่วงใยแบบคนที่ไม่ถนัดแสดงออก

เพื่อเบี่ยงความสนใจจากหัวใจตัวเอง เขาเลยเปลี่ยนมุมถามบ้าง

“แล้วคุณล่ะครับ” ภาคินหันไปมอง “เคยฝันแบบนั้นไหม”

ดาบอเงียบ
เงียบจนภาคินเกือบจะบอกว่า “ไม่เป็นไรไม่ต้องตอบก็ได้” อยู่แล้ว

“ผมไม่ได้ฝัน” ดาบอพูดในที่สุด

“โอเค อย่างน้อยก็มีคนหนึ่งที่ไม่—”

“ของผม…มันไม่ใช่ฝัน”

ประโยคนั้นทำให้ภาคินเผลอหยุดหายใจไปชั่ววินาที

“หมายความว่าไงครับ”

“ตอนที่ผมยังเด็กกว่านี้” ดาบอพูดช้า ๆ
“ผมเคย…ไปยืนอยู่ตรงขอบอะไรบางอย่าง บนเขาอีกด้านหนึ่ง
มันไม่ใช่ลานหินที่คุณเห็นเมื่อหัวค่ำ เป็นทางลงไปข้างล่างแบบที่คนปกติไม่ควรเดินไป”

ภาคินกลืนน้ำลาย
จินตนาการภาพตัวเองยืนอยู่ริมหน้าผามืด ๆ

“ตอนนั้นผมไม่ได้เห็นดาวอยู่ข้างล่างเหมือนคุณในฝัน” ดาบอว่า
“เห็นแต่ความมืด…กับเสียงบางอย่างเหมือนคนกระซิบกันหลายคนมาก ๆ พร้อมกัน
แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลยนอกจากผม”

“แล้วคุณลงไปไหมครับ” เสียงภาคินเบากว่าปกติโดยไม่ตั้งใจ

“ไม่ทันได้ลง” ดาบอตอบ
“คนอีกคนดึงผมกลับมาก่อน”

“ใคร?”

ดาบอหันมามองตาเขาตรง ๆ

“คนที่แบกท้องฟ้าเก่งกว่าผม” เขาตอบ
“…แม่ผมเอง”

คำตอบธรรมดา ๆ แต่ภาพในหัวกลับชัดอย่างประหลาด
เด็กคนหนึ่งยืนอยู่ขอบความมืด อีกคนคว้าแขนดึงกลับมา
ท้องฟ้าพาดอยู่บนไหล่ผู้ใหญ่แทนเด็ก

“หลังจากนั้น เขาก็ห้ามผมขึ้นไปคนเดียวอีก” ดาบอพูดต่อ
“แต่ตัวเองกลับขึ้นไปแทนบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ”

“เหมือนแม่เลือกจะไปยืนแทน” ภาคินแปลในใจ

“แล้วตอนนี้แม่คุณ…” เขาลังเล แต่ก็ถามต่อ
“ยังอยู่ไหมครับ”

สายตาของดาบอวูบไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาเรียบเหมือนเดิม

“สำหรับหมู่บ้านนี้ เขายัง ‘อยู่’ บนเขา” เขาตอบ
“แต่สำหรับทะเบียนราษฎร์…เขาถูกนับว่า ‘หายไป’ หลายปีแล้ว”

ภาคินเม้มปาก
อยู่ ๆ ก็รู้สึกว่าคำว่า “หายไป” มีน้ำหนักมากกว่าที่เคยเห็นในเอกสารทางราชการ

“ขอโทษนะครับ ผมถามมากไปหรือเปล่า” เขารีบพูด
“ถ้าคุณไม่อยากเล่า ผม—”

“ไม่เป็นไร” ดาบอส่ายหน้าเบา ๆ
“ถึงคุณไม่ถาม เดี๋ยวคนในหมู่บ้านก็เม้าท์ให้คุณฟังจนได้อยู่ดี
อย่างน้อยให้ผมเล่าเวอร์ชันของผมก่อน จะได้มีอะไรให้คุณเปรียบเทียบกับเวอร์ชันชาวบ้าน”

มุมปากภาคินเผลอยิ้ม
คนบ้านนี้ชอบพูดเรื่องหนัก ๆ ปนมุกแปลก ๆ กันทุกคนเลยหรือไงนะ

“แล้วคุณล่ะครับ” ดาบอถามกลับครั้งแรก
“ทำไมถึงอยากมายุ่งกับเรื่องพวกนี้ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามันไม่ค่อยต้อนรับคนจากข้างนอก”

“ในแง่วิชาการ หรือในแง่…เรื่องส่วนตัวครับ” ภาคินย้อนถาม

“ต่างกันมากไหม”

“เยอะเลยครับ” เขาตอบทันที
“ในรายงาน ผมก็จะเขียนสวย ๆ ว่าเพราะสนใจการผสมผสานระหว่างความเชื่อท้องถิ่นกับโครงสร้างอำนาจของลัทธิอะไรทำนองนั้น”

“แล้วในหัวคุณจริง ๆ ล่ะ” ดาบอชำเลืองมอง

ภาคินมองไปที่ท้องฟ้า
เงาของดาวสะท้อนเล็ก ๆ ในดวงตาตัวเองจากกระจกหน้าต่างบ้าน

“จริง ๆ ก็เพราะอยากรู้ว่าพ่อผมเจออะไร…แล้วหายไปได้ยังไง” เขาพูดออกมาในที่สุด
“ถ้าผมไม่มาตามเอง ผมคงต้องนั่งคิดอยู่ในห้องสมุดไปอีกสิบปี แล้วก็ไม่รู้สักที”

ดาบอไม่แสดงท่าทีแปลกใจมากนัก
เหมือนเขาเคยเดาอยู่แล้วส่วนนึง

“พ่อคุณ…ชื่ออะไร” เขาถาม

“ธเนศครับ” ภาคินตอบ
“ศาสตราจารย์ ธเนศ นริศวัฒน์”

ชื่อเต็มของพ่อหลุดออกมาในความมืด
พร้อมกับความรู้สึกเหมือนโยนก้อนหินก้อนใหญ่ลงไปในน้ำลึก

เงียบ

จนแมลงที่เคยร้องอยู่แถวยุงยังเหมือนรู้สึกเกรงใจหยุดร้องแวบหนึ่ง

ดาบอก้มหน้าลงเล็กน้อย
มือข้างหนึ่งกำราวบันไดแน่นขึ้นนิดหนึ่ง เหมือนคนไม่รู้ตัวว่ากำลังเกร็ง

“…ผมเคยได้ยินชื่อนี้” เขาพูดช้า ๆ

หัวใจภาคินแทบหยุดเต้น
เขาหันขวับไปมองอีกฝ่าย

“คุณรู้จักพ่อผม?”

“ไม่เคยเจอตัว” ดาบอส่ายหน้า “ตอนที่เขามาที่นี่ ผมยังเด็กมาก
แต่ชื่อของเขา…ยังอยู่ในคำพูดของคนบนเขาอยู่”

“บนเขา?”

“ในกลุ่มคนเฝ้าดาว” ดาบอยืนยัน
“บางคนยังพูดถึง ‘นักสำรวจจากเมืองไกล ที่พยายามแปลท้องฟ้าผิดด้าน’ อยู่จนถึงไม่กี่ปีมานี้”

“แปลท้องฟ้าผิดด้าน…” ภาคินทวน
ประโยคในรายงานของพ่อเด้งกลับมาในหัวแบบอัตโนมัติ

“ความต่างระหว่าง ‘ดาวตกลงมา’ กับ ‘เราเดินตกไปหาดาว’
คือความต่างระหว่างการถูกเลือก กับการไปรบกวน”

“คุณพอรู้ไหมครับ ว่า…เขาไปไหน”
เสียงของภาคินสั่นนิด ๆ แบบห้ามไม่อยู่

ดาบอมองเขานาน
สายตานั้นไม่ได้มีแต่ความลึกลับอย่างเดียวอีกแล้ว
มีทั้งความลังเล ความเห็นใจ และความกลัวบางอย่างเจืออยู่ด้วย

“ถ้าผมบอกว่า ‘ไม่รู้’ คุณจะเลิกค้นหาไหม” ดาบอถามกลับ

“ไม่ครับ” คำตอบออกจากปากเร็วเกินความคิด
“ผมถึงนี่แล้ว จะให้กลับไปแบบไม่รู้เลยคง…ทำไม่ได้”

“งั้นผมก็ไม่โกหกดีกว่า” ดาบอถอนหายใจเบา ๆ
“ผมไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ไหน แต่รู้ว่า…เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เคยลงไปใกล้ ‘ท้องฟ้าใต้ดิน’ มากที่สุด”

เลือดในกายภาคินเย็นวาบ
โลกเหมือนหมุนกลับไปยังฝันเมื่อครู่

“คุณหมายความว่า—”

“รายละเอียด ผมไม่รู้จริง ๆ” ดาบอพูดตัดก่อน
“บางเรื่อง คนรุ่นก่อนเขาตั้งใจไม่เล่า เพื่อไม่ให้คนรุ่นหลังเดินตาม
แต่ยิ่งซ่อน คนบางกลุ่มก็ยิ่งอยากรู้มากขึ้นอยู่ดี”

“อย่างคุณ?” ภาคินถามกลับโดยอัตโนมัติ

ดาบอหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“อย่างคุณมากกว่ามั้ง”

บทสนทนาหน้าซีเรียส ถูกเฉือนด้วยมุกแห้ง ๆ จนเบาลงนิดหนึ่ง
แต่ความหน่วงในอกก็ยังไม่หาย

“แล้วคุณ…คิดว่าเขาตายแล้วไหมครับ”
คำถามนี้เหมือนมีน้ำหนักทั้งชีวิตของเขาอยู่ด้วย

ดาบอไม่ตอบทันที
เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้า
ดวงตานิ่งเหมือนทุกครั้งที่มองดาว—นิ่งจนน่ากลัวว่าคงลืมกะพริบไปแล้วจริง ๆ

“ในหมู่บ้านนี้” เขาพูดช้า ๆ
“คนที่ ‘หายไปบนเขา’ จะถูกนับต่างจากคนที่ตายข้างล่าง”

“ยังไงครับ”

“คนที่ตายข้างล่าง เขามีงานศพ มีหลุมฝัง มีลืม มีจำ” ดาบอว่า
“แต่คนที่หายไปบนเขา…เขาอยู่ตรงกลางระหว่างมีอยู่กับไม่มีอยู่
คนที่รักเขาจะติดอยู่ตรงนั้นไปด้วย”

ประโยคนั้นกระแทกตรงกลางอกภาคินจัง ๆ
เขานึกถึงแม่ นึกถึงตัวเอง นึกถึงสิบกว่าปีที่บ้านของเขามีเก้าอี้ตัวหนึ่งว่างอยู่เสมอแต่ไม่เคยกล้าขายทิ้งหรือย้ายไปไหน

“ขอถามอีกข้อได้ไหมครับ” ภาคินเอ่ยเบา ๆ
“แล้วคุณ…เชื่อแบบไหนสำหรับพ่อผม”

ดาบอนิ่งไปนานกว่าทุกครั้งก่อนหน้านี้
สุดท้ายเขาก็ลดสายตาลงมามองภาคินตรง ๆ

“ผมเชื่อว่า ถ้าเขายัง ‘อยู่’ ที่ไหนสักแห่งจริง ๆ” เขาพูด
“การที่คุณมาฝันถึงท้องฟ้าผิดด้านตอนมาถึงหมู่บ้าน…คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

ภาคินกลืนน้ำลาย
ความกลัวกับความหวังตีตีกันในอกจนแยกไม่ออกว่าอันไหนเยอะกว่า

“ฟังดูเหมือนคุณกำลังบอกว่า ผมกำลังจะเดินตามเส้นทางเดียวกับเขา” เขาฝืนหัวเราะ
“ถ้าผมหายไปอีกคน แม่ผมคงปฏิญาณกับตัวเองว่าพอแล้วกับคนในวงการนี้”

“ผมไม่อยากให้คุณหายไป” ดาบอพูดขึ้นทันที
น้ำเสียงจริงจังจนภาคินเผลอเงียบ

“อย่างน้อยก็…ไม่อยากให้คุณลงไปโดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังก้าวลงไปที่ไหน” เขาเติมช้าลง
“แล้วผมก็ไม่อยากเป็นคนต้องขึ้นมาบอกข่าวร้ายให้แม่คุณเหมือนที่คนอื่นเคยทำกับผม”

คอของภาคินร้อนผ่าว
ประโยคหลังนั้นทำให้เห็นมากกว่าที่ดาบอเล่า—
วันที่มีคนต้องไปบอกแม่ของเขาว่าใครคนหนึ่งบนเขา “หายไป”

“โอเคครับ” เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ
พยายามยิ้มให้สถานการณ์ทั้งที่ตายด้านไปครึ่งหนึ่ง

“งั้นเรามาทำสัญญากันไหม” เขาว่า
“คุณไม่ให้ผมหายไปบนเขา ผมก็จะพยายามไม่ทำให้คุณต้องไปแบกท้องฟ้าเพิ่มแทนใครอีก”

ดาบอขมวดคิ้วนิด ๆ เหมือนกำลังประมวลผลคำว่า สัญญา

“จะให้เซ็นชื่อไหม” เขาถามติดตลก

“ไม่ต้องถึงขนาดทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรหรอกครับ” ภาคินหัวเราะออกมาจริง ๆ เสียที
“แค่ช่วยเตือนผมก่อนเวลาผมทำตัวเหมือนคนจะเดินตกไปหาดาวก็พอ”

“คุณพร้อมจะฟังไหมล่ะ เวลาผมเตือน”

“ลองดูก่อนก็ได้ครับ” ภาคินยักไหล่
“เผื่อคุณจะได้เกรด ‘A’ ในวิชา ‘แซะนักวิชาการให้กลับลงมาบนดิน’ ”

มุมปากดาบอโค้งขึ้นอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก
รอยยิ้มไม่กว้างแต่…เห็นได้จริง ๆ

“ตกลง” เขาพูด
“ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป คุณจะไม่ขึ้นเขาคนเดียว”

“อ้าว แต่ผมคิดว่าจะได้ซึมซับบรรยากาศคนเฝ้าดาวแบบส่วนตัวนะครับ”

“ถ้าคุณอยากซึมซับ ก็ให้ผมยืนเฝ้าข้าง ๆ ด้วย” ดาบอว่า
“อย่างน้อย ถ้าท้องฟ้าจะพลิกด้านเมื่อไหร่ ผมจะได้รู้ก่อน”

ประโยค ผมจะได้รู้ก่อน นั้นฟังดูธรรมดา
แต่ในหัวของภาคินกลับแปลเป็นอีกเวอร์ชันโดยอัตโนมัติ

อย่าหายไปโดยไม่บอกกันก่อน

เขาหันหน้ากลับไปมองท้องฟ้า ไม่ให้ตัวเองเผลอมองอีกฝ่ายนานเกินไป
เดี๋ยวจะเผลอถามอะไรเกินขอบเขตวิชาการขึ้นมาอีก

“ดึกมากแล้ว” ดาบอพูดหลังจากเงียบไปร่วมครู่
“ลองนอนดูอีกที ถ้าฝันอะไรแปลก ๆ อีก พรุ่งนี้เล่าให้ผมฟังก็ได้”

“นี่คุณจะให้ผมทำ sleep report ส่งทุกวันเลยไหมครับ” ภาคินแกล้งบ่น
“ผมมาที่นี่เพื่อทำงานวิจัยเรื่องลัทธิโบราณหรือโครงการติดตามสุขภาพการนอนกันแน่”

“สองอย่างก็ได้” ดาบอตอบเฉย ๆ
“ลัทธิโบราณที่ดี ควรเริ่มจากคนที่นอนพอ”

“ว้าว ฟังดูเป็นลัทธิที่สาธารณสุขต้องรัก”

ดาบอหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง ก่อนลุกขึ้นยืน

“ฝันดีนะครับ นักวิชาการจากกรุงเทพฯ” เขาพูดเสียงนุ่มลง
“พยายามอย่าตกท้องฟ้าบ่อยนัก”

“จะพยายามครับ” ภาคินตอบ
“ถ้าตกอีกจะส่งข้อความไปบอก—อ้อ ลืมไป ไม่มีสัญญาณบนท้องฟ้าใต้ดิน”

ดาบอส่ายหัวน้อย ๆ เหมือนระอาในมุก แต่ตากลับยังยิ้มอยู่
เขาเดินเลาะเงามืดออกไปทางรั้วบ้านเงียบ ๆ เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของคืน

ภาคินยืนมองอยู่จนเงานั้นหลุดไปจากสายตา
ก่อนจะสูดหายใจลึกอีกครั้ง แล้วค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดกลับห้อง

บนฟูกเดิม เขาทิ้งตัวลงนอนโดยยังรู้สึกถึงแรงสั่นในอก
รายงานของพ่อวางอยู่ข้างหมอนเหมือนเดิม
แต่คืนนี้ เขาเลือกจะไม่เปิดมันต่อ

เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยให้คนเฝ้าดาวอ่านแล้วด่าเราดีกว่า เขาคิด
คืนนี้พอแล้วกับท้องฟ้าผิดด้าน

เปลือกตาปิดลงช้ากว่าเมื่อครู่ แต่หัวใจกลับสงบกว่าก่อนหน้านี้อย่างน่าประหลาด
ในห้วงกึ่งหลับกึ่งตื่น เขาคิดถึงประโยคหนึ่งที่ลอยขึ้นมาในหัวเองโดยไม่รู้แหล่งที่มา

บางที คนที่แบกท้องฟ้าเกินไป อาจแค่รอให้มีใครมาแบ่งน้ำหนัก

เขาไม่รู้เลยว่า ตัวเองเผลอยิ้มตอนหลับ
และไม่รู้ด้วยว่า
ตรงเงามืดใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน เสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งยังยืนหยุดอยู่นานกว่าจะยอมเดินกลับบ้านตัวเอง

ราตรีในห้วยศิลายังคงดำสนิทเหมือนทุกคืน
ดาวยังคงอยู่บนฟ้าอย่างที่ควรจะเป็น

แต่ในที่ที่ลึกลงไปกว่าที่ตาใครมองเห็น
“ท้องฟ้าอีกด้านหนึ่ง” เริ่มขยับช้า ๆ
เหมือนรับรู้ว่ามีคนใหม่กำลังหาทางมองมันให้ตรงด้าน—
และคราวนี้, บางที
คนคนนั้นอาจจะไม่เดินลงไปคนเดียวอีกต่อไปแล้ว…

ความคิดเห็นของคุณสำคัญกับเรา ส่งคำแนะนำติชมมาได้ที่ yflixth@gmail.com ขอบคุณครับ

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามมิให้ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ส่วนหนึ่งส่วนใดของหนังสือเล่มนี้ก่อนได้รับอนุญาตอย่างเป็นลายลักษณ์อักษณ์จากผู้เขียน ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments

ตอนต่างๆ ในเรื่อง

Continue reading

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.