
หัวใจเต้นดังในอกจนกลัวว่าคนหลังประตูจะได้ยิน
ภาคินกลืนน้ำลาย ฝ่ามือยังชื้นเหงื่อจากฝันเมื่อครู่
เที่ยงคืน…แล้วคนมองดาวมาหาหน้าห้องนี่มันโหมดไหนวะเนี่ย
เขาลุกจากฟูกอย่างระมัดระวัง เดินไปใกล้ประตูไม้
เสียงด้านนอกรออย่างเงียบ ๆ ไม่มีการเคาะซ้ำ ไม่มีการเร่งเร้า
“ตื่นอยู่ครับ” เสียงของเขาแห้งกว่าที่คิด “มีอะไรหรือเปล่า”
“ถ้าไม่สะดวก ผมค่อยมาใหม่ก็ได้” เสียงดาบอยังคงเรียบ แต่ฟังดู…ลังเลแปลก ๆ
“ผมแค่…เห็นไฟในห้องคุณยังไม่ดับ”
แต่ไฟผมดับไปแล้วนะ… ภาคินชะงัก
เขาหันไปมองหลอดไฟเหนือหัวซึ่งตอนนี้ปิดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ลอดหน้าต่างเข้ามา
“เอ่อ…ไฟผมปิดไปสักพักแล้วนะครับ” เขาตอบออกไป
มีช่วงเงียบสั้น ๆ เหมือนคนหลังประตูคิดตามอยู่
ก่อนจะได้ยินเสียงถอนหายใจเบา ๆ
“งั้นผมคงดูดาวมากไปหน่อย” ดาบอว่า “…ขอโทษที่มาปลุก”
หน่อยที่ไหนล่ะคุณ
“ไม่เป็นไรครับ ผมตื่นอยู่จริง ๆ” ภาคินรีบพูด
จะบอกว่าเพิ่งตกจากท้องฟ้าใต้ดินในฝันก็กลัวอีกฝ่ายคิดว่าเพี้ยน
“เชิญ…เอ่อ จะให้ผมเปิดประตูไหมครับ หรือคุยผ่านประตูแบบหนังผีไปเลย”
คราวนี้ปลายเสียงดาบอเหมือนจะหัวเราะในลำคอ
“เปิดก็ได้ ผมไม่มีพรสวรรค์เป็นผี”
ภาคินปลดกลอน เปิดประตูออดาบอ้า ๆ
ภาพแรกที่เห็นคือเงาร่างสูงในแสงจันทร์จาง ๆ
ผมดำขลับยังชื้นนิด ๆ เหมือนเพิ่งโดนหมอกเย็นจากด้านนอก
เสื้อยืดสีเรียบกับกางเกงขายาวทำให้ดาบอดูธรรมดาเกินไปสำหรับคนที่ชาวบ้านครึ่งหมู่บ้านแอบกลัว
แต่ดวงตาในความมืดนั่นแหละ ที่ทำให้เขานึกถึงประโยคของพ่ออีกรอบ
“อย่าไว้ใจคนที่มองดาวโดยไม่กะพริบตา”
โถ พ่อครับ ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าควรไว้ใจตัวเองที่เปิดประตูมากกว่าด้วยซ้ำ
“มีอะไรด่วนรึเปล่าครับ” เขาถามพอให้ตัวเองไม่ยืนจ้องอีกฝ่ายเงียบ ๆ
“ไม่มีอะไรด่วน” ดาบอตอบ “แค่สงสัยว่าคุณ…โอเคไหม”
“โอเคสิครับ” เขารีบพูดอัตโนมัติ
แต่ดาบอเลิกคิ้วนิด ๆ แบบไม่เชื่อเต็มร้อย
“คุณตื่นมาสองรอบแล้ว คืนนี้”
คำพูดนั้นทำให้ขนลุกซู่ยิ่งกว่าฝันเมื่อครู่
“ห๊ะ? คุณ…รู้ได้ไงครับ”
“บ้านไม้เสียงมันดัง” ดาบอตอบง่าย ๆ
“คุณขยับตัวแรงเหมือนคนสะดุ้ง แล้วก็หายใจดัง”
ภาคินหน้าเริ่มร้อน
นี่ผมกรนแพนิกใส่หมู่บ้านเขาเลยเหรอ
ดาบอเหมือนจะรู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มจมอาย เลยเปลี่ยนเรื่องเล็กน้อย
“ลงไปข้างล่างไหม” เขาพยักหน้าไปทางบันได
“ด้านนอกลมเย็นกว่าในห้อง คุณอาจหายใจสะดวกขึ้น”
คำว่า หายใจสะดวกขึ้น ทำให้ความกังวลเนียนกลายเป็นเรื่องสภาพอากาศแทนฝันร้าย
ภาคินเลยพยักหน้าตอบ
“โอเคครับ…ผมก็เริ่มร้อนหัวอยู่เหมือนกัน”
ระเบียงไม้ชั้นล่างสว่างด้วยแสงหลอดไฟเล็ก ๆ แค่ดวงเดียว
ด้านนอกเป็นความมืดที่มีเสียงแมลงและสายลม
เหนือศีรษะ ท้องฟ้ายังเต็มไปด้วยดาวเหมือนเมื่อหัวค่ำ
แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าพวกมัน…จ้องกลับมามากขึ้นอีกหน่อย
ดาบอนั่งลงบนขั้นบันไดไม้ขั้นบนสุด
เว้นที่ข้าง ๆ พอให้คนอีกคนมานั่งได้
“ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณตกใจ” เขาเอ่ยขึ้นก่อน
“ถ้าไม่อยากคุยตอนนี้ก็ได้นะ ผมแค่มาดูเฉย ๆ ว่าคุณ…”
เขาหยุดคำ ไม่พูดต่อว่ากลัวอะไร
“ไม่เป็นไรครับ” ภาคินแทรก
“ผม…เพิ่งฝันแปลก ๆ เลยคิดว่าตื่นมาคุยกับคนจริง ๆ สักหน่อย น่าจะช่วยได้”
“ฝันแปลก?”
“ผมไม่ได้ฝันว่าตกจากเตียงนะครับ” เขารีบชิงมุกกลบเกลื่อน
“ผมฝันว่าตกลงไปใน…ท้องฟ้าใต้ดิน”
ดาบอหันมามองเขาเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แววตาในความมืดเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง
“คุณพูดว่าอะไรนะ”
“ท้องฟ้าใต้ดิน” ภาคินขยับตัว หันนั่งหันหน้าออกไปทางลานบ้าน
“ผมยืนอยู่บนหินอะไรสักอย่าง ข้างล่างเป็นโพรงใหญ่ ๆ มีดาวเต็มไปหมด เหมือนฟ้ามันอยู่ผิดที่”
เขาหัวเราะแห้ง ๆ เติมไปอีกประโยค “จะว่าไปก็คงเพราะผมอ่านรายงานของพ่อมากไปก่อนนอนนั่นแหละ สมองเอาไปต่อมโนเอง”
“รายงานของพ่อคุณ…พูดถึงท้องฟ้าใต้ดินเหรอ” ดาบอยังคงมองเขาไม่ละสายตา
“ครับ” ภาคินพยักหน้า
“พ่อเขียนว่าคนที่นี่พูดถึงคำนี้บ่อย แต่ยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรแน่
บางคนว่าหมายถึงที่ไหนบางแห่ง บางคนว่าหมายถึงสภาพจิตใจของคนเฝ้าดาว”
สายลมเย็นพัดผ่าน ทำให้เสียงของแมลงเงียบลงชั่วครู่
ราวกับทั้งหมู่บ้านเงี่ยหูฟังด้วย
“คุณฝันเห็นอะไรบ้าง นอกจากดาว” ดาบอถามต่อ
ภาคินนึกภาพฝันกลับไปทีละขั้น
ภาพโพรงมืด แสงดาวเบื้องล่าง สัญลักษณ์บนผนังหิน…และเงาคนนั้นที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
เขาชั่งใจแวบหนึ่งว่าจะพูดถึงเงาคนนั้นไหม
สุดท้ายก็เลือกเล่าไม่หมดทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์
“ก็มีสัญลักษณ์ของลัทธิอยู่บนผนังหินด้วยครับ” เขาตอบ
“วงกลมสามชั้น เส้นเฉียง…แต่ในฝันมันเป็นเวอร์ชันที่ผมเคยเห็นในเอกสาร ไม่ใช่เวอร์ชันบนหินที่ลาน”
ดาบอเงียบไปนานกว่าปกติ
“แล้วคุณตกลงไปในดาว” เสียงเขาเบาลง
“ใช่ครับ” ภาคินหัวเราะเก้อ ๆ
“บทสรุปของฝันคือผมตกทะเลดาวฟรี ๆ โดยไม่มีเซฟพอยต์”
มุมปากของดาบอกระตุกเล็กน้อย แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะตลก
มากกว่าคือ…ขมขื่นประหลาด ๆ
“ฝันแบบนี้ ไม่ใช่ฝันที่คนข้างล่างชอบหรอก” เขาพูดเบา ๆ
“แต่สำหรับคนบางกลุ่ม…มันเหมือนสัญญาณมากกว่าบังเอิญ”
“สัญญาณ?”
“คนที่นี่เชื่อว่า ถ้าใครฝันถึงท้องฟ้าผิดด้าน…” ดาบอหยุดไปเสี้ยววินาที
“เขาจะไม่ใช่แค่คนที่มา ‘ดู’ ลัทธิจากด้านนอก แต่จะถูกดึงเข้าไปในเรื่องด้วย”
“โอเคครับ ผมขอจดไว้เป็นหัวข้อ thesis ‘การไม่ควรอ่านรายงานของพ่อก่อนนอน’”
ภาคินประชดเบา ๆ เพื่อไม่ให้ความกลัวฟุ้งขึ้นมากไป
“คุณไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร” ดาบอว่า
“แต่มันไม่ใช่ทุกคนที่จะฝันเห็นท้องฟ้าใต้ดินหรอก”
“แล้ว…คนไหนที่เคยฝัน” เขาถามโดยไม่คิด
ทันทีที่ถามก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ดาบอหันกลับไปมองท้องฟ้า
“คนเฝ้าดาวบางคนเคยเล่าเหมือนกัน” เขาพูดแทนคำตอบตรง ๆ
“ส่วนคนที่ลงไปจริง ๆ…”
เขาปล่อยให้ประโยคค้างอยู่อย่างนั้น
“…ไม่มีใครกลับขึ้นมาเล่าได้”
ภาคินรู้สึกว่าลำคอแห้งไปชั่วขณะ
เขาเอนหลังพิงเสาบันไดไม้ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
“ดีที่ผมแค่ตกในฝัน” เขาพยายามเล่นมุก
“ถ้าตกของจริง ผมคงไม่ได้มานั่งฟังคุณนั่งดุเรื่องการฝันกลางคืนที่บันไดบ้านแบบนี้”
“ผมไม่ได้ดุ” ดาบอค้านเบา ๆ
“ผมแค่…ไม่อยากให้คุณคิดว่ามันเป็นแค่ฝันแล้วจบ”
น้ำเสียงนั้นมีอะไรบางอย่างที่ทำให้หัวใจภาคินชะงัก
ไม่ใช่ความหลอน แต่เป็นความห่วงใยแบบคนที่ไม่ถนัดแสดงออก
เพื่อเบี่ยงความสนใจจากหัวใจตัวเอง เขาเลยเปลี่ยนมุมถามบ้าง
“แล้วคุณล่ะครับ” ภาคินหันไปมอง “เคยฝันแบบนั้นไหม”
ดาบอเงียบ
เงียบจนภาคินเกือบจะบอกว่า “ไม่เป็นไรไม่ต้องตอบก็ได้” อยู่แล้ว
“ผมไม่ได้ฝัน” ดาบอพูดในที่สุด
“โอเค อย่างน้อยก็มีคนหนึ่งที่ไม่—”
“ของผม…มันไม่ใช่ฝัน”
ประโยคนั้นทำให้ภาคินเผลอหยุดหายใจไปชั่ววินาที
“หมายความว่าไงครับ”
“ตอนที่ผมยังเด็กกว่านี้” ดาบอพูดช้า ๆ
“ผมเคย…ไปยืนอยู่ตรงขอบอะไรบางอย่าง บนเขาอีกด้านหนึ่ง
มันไม่ใช่ลานหินที่คุณเห็นเมื่อหัวค่ำ เป็นทางลงไปข้างล่างแบบที่คนปกติไม่ควรเดินไป”
ภาคินกลืนน้ำลาย
จินตนาการภาพตัวเองยืนอยู่ริมหน้าผามืด ๆ
“ตอนนั้นผมไม่ได้เห็นดาวอยู่ข้างล่างเหมือนคุณในฝัน” ดาบอว่า
“เห็นแต่ความมืด…กับเสียงบางอย่างเหมือนคนกระซิบกันหลายคนมาก ๆ พร้อมกัน
แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลยนอกจากผม”
“แล้วคุณลงไปไหมครับ” เสียงภาคินเบากว่าปกติโดยไม่ตั้งใจ
“ไม่ทันได้ลง” ดาบอตอบ
“คนอีกคนดึงผมกลับมาก่อน”
“ใคร?”
ดาบอหันมามองตาเขาตรง ๆ
“คนที่แบกท้องฟ้าเก่งกว่าผม” เขาตอบ
“…แม่ผมเอง”
คำตอบธรรมดา ๆ แต่ภาพในหัวกลับชัดอย่างประหลาด
เด็กคนหนึ่งยืนอยู่ขอบความมืด อีกคนคว้าแขนดึงกลับมา
ท้องฟ้าพาดอยู่บนไหล่ผู้ใหญ่แทนเด็ก
“หลังจากนั้น เขาก็ห้ามผมขึ้นไปคนเดียวอีก” ดาบอพูดต่อ
“แต่ตัวเองกลับขึ้นไปแทนบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ”
“เหมือนแม่เลือกจะไปยืนแทน” ภาคินแปลในใจ
“แล้วตอนนี้แม่คุณ…” เขาลังเล แต่ก็ถามต่อ
“ยังอยู่ไหมครับ”
สายตาของดาบอวูบไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาเรียบเหมือนเดิม
“สำหรับหมู่บ้านนี้ เขายัง ‘อยู่’ บนเขา” เขาตอบ
“แต่สำหรับทะเบียนราษฎร์…เขาถูกนับว่า ‘หายไป’ หลายปีแล้ว”
ภาคินเม้มปาก
อยู่ ๆ ก็รู้สึกว่าคำว่า “หายไป” มีน้ำหนักมากกว่าที่เคยเห็นในเอกสารทางราชการ
“ขอโทษนะครับ ผมถามมากไปหรือเปล่า” เขารีบพูด
“ถ้าคุณไม่อยากเล่า ผม—”
“ไม่เป็นไร” ดาบอส่ายหน้าเบา ๆ
“ถึงคุณไม่ถาม เดี๋ยวคนในหมู่บ้านก็เม้าท์ให้คุณฟังจนได้อยู่ดี
อย่างน้อยให้ผมเล่าเวอร์ชันของผมก่อน จะได้มีอะไรให้คุณเปรียบเทียบกับเวอร์ชันชาวบ้าน”
มุมปากภาคินเผลอยิ้ม
คนบ้านนี้ชอบพูดเรื่องหนัก ๆ ปนมุกแปลก ๆ กันทุกคนเลยหรือไงนะ
“แล้วคุณล่ะครับ” ดาบอถามกลับครั้งแรก
“ทำไมถึงอยากมายุ่งกับเรื่องพวกนี้ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามันไม่ค่อยต้อนรับคนจากข้างนอก”
“ในแง่วิชาการ หรือในแง่…เรื่องส่วนตัวครับ” ภาคินย้อนถาม
“ต่างกันมากไหม”
“เยอะเลยครับ” เขาตอบทันที
“ในรายงาน ผมก็จะเขียนสวย ๆ ว่าเพราะสนใจการผสมผสานระหว่างความเชื่อท้องถิ่นกับโครงสร้างอำนาจของลัทธิอะไรทำนองนั้น”
“แล้วในหัวคุณจริง ๆ ล่ะ” ดาบอชำเลืองมอง
ภาคินมองไปที่ท้องฟ้า
เงาของดาวสะท้อนเล็ก ๆ ในดวงตาตัวเองจากกระจกหน้าต่างบ้าน
“จริง ๆ ก็เพราะอยากรู้ว่าพ่อผมเจออะไร…แล้วหายไปได้ยังไง” เขาพูดออกมาในที่สุด
“ถ้าผมไม่มาตามเอง ผมคงต้องนั่งคิดอยู่ในห้องสมุดไปอีกสิบปี แล้วก็ไม่รู้สักที”
ดาบอไม่แสดงท่าทีแปลกใจมากนัก
เหมือนเขาเคยเดาอยู่แล้วส่วนนึง
“พ่อคุณ…ชื่ออะไร” เขาถาม
“ธเนศครับ” ภาคินตอบ
“ศาสตราจารย์ ธเนศ นริศวัฒน์”
ชื่อเต็มของพ่อหลุดออกมาในความมืด
พร้อมกับความรู้สึกเหมือนโยนก้อนหินก้อนใหญ่ลงไปในน้ำลึก
เงียบ
จนแมลงที่เคยร้องอยู่แถวยุงยังเหมือนรู้สึกเกรงใจหยุดร้องแวบหนึ่ง
ดาบอก้มหน้าลงเล็กน้อย
มือข้างหนึ่งกำราวบันไดแน่นขึ้นนิดหนึ่ง เหมือนคนไม่รู้ตัวว่ากำลังเกร็ง
“…ผมเคยได้ยินชื่อนี้” เขาพูดช้า ๆ
หัวใจภาคินแทบหยุดเต้น
เขาหันขวับไปมองอีกฝ่าย
“คุณรู้จักพ่อผม?”
“ไม่เคยเจอตัว” ดาบอส่ายหน้า “ตอนที่เขามาที่นี่ ผมยังเด็กมาก
แต่ชื่อของเขา…ยังอยู่ในคำพูดของคนบนเขาอยู่”
“บนเขา?”
“ในกลุ่มคนเฝ้าดาว” ดาบอยืนยัน
“บางคนยังพูดถึง ‘นักสำรวจจากเมืองไกล ที่พยายามแปลท้องฟ้าผิดด้าน’ อยู่จนถึงไม่กี่ปีมานี้”
“แปลท้องฟ้าผิดด้าน…” ภาคินทวน
ประโยคในรายงานของพ่อเด้งกลับมาในหัวแบบอัตโนมัติ
“ความต่างระหว่าง ‘ดาวตกลงมา’ กับ ‘เราเดินตกไปหาดาว’
คือความต่างระหว่างการถูกเลือก กับการไปรบกวน”
“คุณพอรู้ไหมครับ ว่า…เขาไปไหน”
เสียงของภาคินสั่นนิด ๆ แบบห้ามไม่อยู่
ดาบอมองเขานาน
สายตานั้นไม่ได้มีแต่ความลึกลับอย่างเดียวอีกแล้ว
มีทั้งความลังเล ความเห็นใจ และความกลัวบางอย่างเจืออยู่ด้วย
“ถ้าผมบอกว่า ‘ไม่รู้’ คุณจะเลิกค้นหาไหม” ดาบอถามกลับ
“ไม่ครับ” คำตอบออกจากปากเร็วเกินความคิด
“ผมถึงนี่แล้ว จะให้กลับไปแบบไม่รู้เลยคง…ทำไม่ได้”
“งั้นผมก็ไม่โกหกดีกว่า” ดาบอถอนหายใจเบา ๆ
“ผมไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ไหน แต่รู้ว่า…เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เคยลงไปใกล้ ‘ท้องฟ้าใต้ดิน’ มากที่สุด”
เลือดในกายภาคินเย็นวาบ
โลกเหมือนหมุนกลับไปยังฝันเมื่อครู่
“คุณหมายความว่า—”
“รายละเอียด ผมไม่รู้จริง ๆ” ดาบอพูดตัดก่อน
“บางเรื่อง คนรุ่นก่อนเขาตั้งใจไม่เล่า เพื่อไม่ให้คนรุ่นหลังเดินตาม
แต่ยิ่งซ่อน คนบางกลุ่มก็ยิ่งอยากรู้มากขึ้นอยู่ดี”
“อย่างคุณ?” ภาคินถามกลับโดยอัตโนมัติ
ดาบอหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“อย่างคุณมากกว่ามั้ง”
บทสนทนาหน้าซีเรียส ถูกเฉือนด้วยมุกแห้ง ๆ จนเบาลงนิดหนึ่ง
แต่ความหน่วงในอกก็ยังไม่หาย
“แล้วคุณ…คิดว่าเขาตายแล้วไหมครับ”
คำถามนี้เหมือนมีน้ำหนักทั้งชีวิตของเขาอยู่ด้วย
ดาบอไม่ตอบทันที
เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้า
ดวงตานิ่งเหมือนทุกครั้งที่มองดาว—นิ่งจนน่ากลัวว่าคงลืมกะพริบไปแล้วจริง ๆ
“ในหมู่บ้านนี้” เขาพูดช้า ๆ
“คนที่ ‘หายไปบนเขา’ จะถูกนับต่างจากคนที่ตายข้างล่าง”
“ยังไงครับ”
“คนที่ตายข้างล่าง เขามีงานศพ มีหลุมฝัง มีลืม มีจำ” ดาบอว่า
“แต่คนที่หายไปบนเขา…เขาอยู่ตรงกลางระหว่างมีอยู่กับไม่มีอยู่
คนที่รักเขาจะติดอยู่ตรงนั้นไปด้วย”
ประโยคนั้นกระแทกตรงกลางอกภาคินจัง ๆ
เขานึกถึงแม่ นึกถึงตัวเอง นึกถึงสิบกว่าปีที่บ้านของเขามีเก้าอี้ตัวหนึ่งว่างอยู่เสมอแต่ไม่เคยกล้าขายทิ้งหรือย้ายไปไหน
“ขอถามอีกข้อได้ไหมครับ” ภาคินเอ่ยเบา ๆ
“แล้วคุณ…เชื่อแบบไหนสำหรับพ่อผม”
ดาบอนิ่งไปนานกว่าทุกครั้งก่อนหน้านี้
สุดท้ายเขาก็ลดสายตาลงมามองภาคินตรง ๆ
“ผมเชื่อว่า ถ้าเขายัง ‘อยู่’ ที่ไหนสักแห่งจริง ๆ” เขาพูด
“การที่คุณมาฝันถึงท้องฟ้าผิดด้านตอนมาถึงหมู่บ้าน…คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”
ภาคินกลืนน้ำลาย
ความกลัวกับความหวังตีตีกันในอกจนแยกไม่ออกว่าอันไหนเยอะกว่า
“ฟังดูเหมือนคุณกำลังบอกว่า ผมกำลังจะเดินตามเส้นทางเดียวกับเขา” เขาฝืนหัวเราะ
“ถ้าผมหายไปอีกคน แม่ผมคงปฏิญาณกับตัวเองว่าพอแล้วกับคนในวงการนี้”
“ผมไม่อยากให้คุณหายไป” ดาบอพูดขึ้นทันที
น้ำเสียงจริงจังจนภาคินเผลอเงียบ
“อย่างน้อยก็…ไม่อยากให้คุณลงไปโดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังก้าวลงไปที่ไหน” เขาเติมช้าลง
“แล้วผมก็ไม่อยากเป็นคนต้องขึ้นมาบอกข่าวร้ายให้แม่คุณเหมือนที่คนอื่นเคยทำกับผม”
คอของภาคินร้อนผ่าว
ประโยคหลังนั้นทำให้เห็นมากกว่าที่ดาบอเล่า—
วันที่มีคนต้องไปบอกแม่ของเขาว่าใครคนหนึ่งบนเขา “หายไป”
“โอเคครับ” เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ
พยายามยิ้มให้สถานการณ์ทั้งที่ตายด้านไปครึ่งหนึ่ง
“งั้นเรามาทำสัญญากันไหม” เขาว่า
“คุณไม่ให้ผมหายไปบนเขา ผมก็จะพยายามไม่ทำให้คุณต้องไปแบกท้องฟ้าเพิ่มแทนใครอีก”
ดาบอขมวดคิ้วนิด ๆ เหมือนกำลังประมวลผลคำว่า สัญญา
“จะให้เซ็นชื่อไหม” เขาถามติดตลก
“ไม่ต้องถึงขนาดทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรหรอกครับ” ภาคินหัวเราะออกมาจริง ๆ เสียที
“แค่ช่วยเตือนผมก่อนเวลาผมทำตัวเหมือนคนจะเดินตกไปหาดาวก็พอ”
“คุณพร้อมจะฟังไหมล่ะ เวลาผมเตือน”
“ลองดูก่อนก็ได้ครับ” ภาคินยักไหล่
“เผื่อคุณจะได้เกรด ‘A’ ในวิชา ‘แซะนักวิชาการให้กลับลงมาบนดิน’ ”
มุมปากดาบอโค้งขึ้นอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก
รอยยิ้มไม่กว้างแต่…เห็นได้จริง ๆ
“ตกลง” เขาพูด
“ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป คุณจะไม่ขึ้นเขาคนเดียว”
“อ้าว แต่ผมคิดว่าจะได้ซึมซับบรรยากาศคนเฝ้าดาวแบบส่วนตัวนะครับ”
“ถ้าคุณอยากซึมซับ ก็ให้ผมยืนเฝ้าข้าง ๆ ด้วย” ดาบอว่า
“อย่างน้อย ถ้าท้องฟ้าจะพลิกด้านเมื่อไหร่ ผมจะได้รู้ก่อน”
ประโยค ผมจะได้รู้ก่อน นั้นฟังดูธรรมดา
แต่ในหัวของภาคินกลับแปลเป็นอีกเวอร์ชันโดยอัตโนมัติ
อย่าหายไปโดยไม่บอกกันก่อน
เขาหันหน้ากลับไปมองท้องฟ้า ไม่ให้ตัวเองเผลอมองอีกฝ่ายนานเกินไป
เดี๋ยวจะเผลอถามอะไรเกินขอบเขตวิชาการขึ้นมาอีก
“ดึกมากแล้ว” ดาบอพูดหลังจากเงียบไปร่วมครู่
“ลองนอนดูอีกที ถ้าฝันอะไรแปลก ๆ อีก พรุ่งนี้เล่าให้ผมฟังก็ได้”
“นี่คุณจะให้ผมทำ sleep report ส่งทุกวันเลยไหมครับ” ภาคินแกล้งบ่น
“ผมมาที่นี่เพื่อทำงานวิจัยเรื่องลัทธิโบราณหรือโครงการติดตามสุขภาพการนอนกันแน่”
“สองอย่างก็ได้” ดาบอตอบเฉย ๆ
“ลัทธิโบราณที่ดี ควรเริ่มจากคนที่นอนพอ”
“ว้าว ฟังดูเป็นลัทธิที่สาธารณสุขต้องรัก”
ดาบอหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง ก่อนลุกขึ้นยืน
“ฝันดีนะครับ นักวิชาการจากกรุงเทพฯ” เขาพูดเสียงนุ่มลง
“พยายามอย่าตกท้องฟ้าบ่อยนัก”
“จะพยายามครับ” ภาคินตอบ
“ถ้าตกอีกจะส่งข้อความไปบอก—อ้อ ลืมไป ไม่มีสัญญาณบนท้องฟ้าใต้ดิน”
ดาบอส่ายหัวน้อย ๆ เหมือนระอาในมุก แต่ตากลับยังยิ้มอยู่
เขาเดินเลาะเงามืดออกไปทางรั้วบ้านเงียบ ๆ เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของคืน
ภาคินยืนมองอยู่จนเงานั้นหลุดไปจากสายตา
ก่อนจะสูดหายใจลึกอีกครั้ง แล้วค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดกลับห้อง
บนฟูกเดิม เขาทิ้งตัวลงนอนโดยยังรู้สึกถึงแรงสั่นในอก
รายงานของพ่อวางอยู่ข้างหมอนเหมือนเดิม
แต่คืนนี้ เขาเลือกจะไม่เปิดมันต่อ
เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยให้คนเฝ้าดาวอ่านแล้วด่าเราดีกว่า เขาคิด
คืนนี้พอแล้วกับท้องฟ้าผิดด้าน
เปลือกตาปิดลงช้ากว่าเมื่อครู่ แต่หัวใจกลับสงบกว่าก่อนหน้านี้อย่างน่าประหลาด
ในห้วงกึ่งหลับกึ่งตื่น เขาคิดถึงประโยคหนึ่งที่ลอยขึ้นมาในหัวเองโดยไม่รู้แหล่งที่มา
บางที คนที่แบกท้องฟ้าเกินไป อาจแค่รอให้มีใครมาแบ่งน้ำหนัก
เขาไม่รู้เลยว่า ตัวเองเผลอยิ้มตอนหลับ
และไม่รู้ด้วยว่า
ตรงเงามืดใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน เสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งยังยืนหยุดอยู่นานกว่าจะยอมเดินกลับบ้านตัวเอง
ราตรีในห้วยศิลายังคงดำสนิทเหมือนทุกคืน
ดาวยังคงอยู่บนฟ้าอย่างที่ควรจะเป็น
แต่ในที่ที่ลึกลงไปกว่าที่ตาใครมองเห็น
“ท้องฟ้าอีกด้านหนึ่ง” เริ่มขยับช้า ๆ
เหมือนรับรู้ว่ามีคนใหม่กำลังหาทางมองมันให้ตรงด้าน—
และคราวนี้, บางที
คนคนนั้นอาจจะไม่เดินลงไปคนเดียวอีกต่อไปแล้ว…




