เสียงแอร์เก่าบนเพดานห้องทำงานดังหึ่งสม่ำเสมอจนกลายเป็นเสียงพื้นหลังที่ไม่มีใครสนใจ
มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษที่ดังแทรกขึ้นมาเป็นระยะ กับเสียงปากกาขีดเขียนลงบนกระดาษโน้ตสีเหลืองเต็มโต๊ะ
ภาคินถอนหายใจเฮือกเล็ก ๆ พิงหลังกับพนักเก้าอี้ พลิ้มตามองเพดานที่มีคราบน้ำเก่าเป็นดวงซีด ๆ
“ข้อมูลซ้ำอีกแล้ว…” เขาพึมพำกับตัวเอง
อักษรโบราณจากหลายยุค หลายวัฒนธรรมวางกระจัดกระจายอยู่ตรงหน้า
บางแผ่นเป็นสำเนาภาพถ่ายจากแผ่นดินเหนียว บางแผ่นเป็นกระดาษที่จางจนแทบอ่านไม่ออก
ทว่าบนกระดาษทุกชุด มีสัญลักษณ์หนึ่งที่เหมือนกัน—วงกลมทับซ้อนสามชั้น กับเส้นเฉียงเหมือนดาวหางลากผ่าน
“เจอลายนี้อีกแล้วเหรอ” ภาคินหยิบสำเนากระดาษขึ้นมาเพ่งดูใกล้ ๆ
เส้นหมึกซีด แต่โครงลายก็ยังชัดพอจะทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นนิดหนึ่ง
เขาเคยเห็นมันมาก่อน—ไม่ใช่แค่ในเอกสารวิชาการ แต่ในรูปถ่ายใบหนึ่งที่ยังติดอยู่ในความทรงจำ
รูปครอบครัวเมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่พ่อแอบวาดสัญลักษณ์นี้เล่น ๆ ไว้ตรงขอบรูป แล้วบอกว่าเป็น “ตราลับของนักสำรวจ”
ตอนนั้นเขาคิดว่าพ่อแค่ล้อเล่น

แต่พอเติบโตมาเรียนโบราณคดีจริงจัง เขากลับเริ่มเห็นสัญลักษณ์เดียวกันนี้โผล่ขึ้นมาจากเอกสารหลายแห่ง
ไม่จำกัดยุค ไม่จำกัดทวีป
ทุกครั้งที่เจอ มันจะมาคู่กับคำเตือนคล้าย ๆ กัน
“อย่าปลุกดาวที่หลับใหล”
“อย่าเปิดประตูที่หันสู่ท้องฟ้าผิดด้าน”
“การมองดูดวงดาวจากเบื้องล่าง มิใช่สิ่งที่มนุษย์ควรทำ”
“ภาคิน”
เสียงเข้มของอาจารย์ที่ปรึกษาทำให้เขาหลุดจากภวังค์
ชายวัยกลางคนในเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวพับขึ้นจนถึงข้อศอกยืนพิงกรอบประตู ดันแว่นขึ้นเล็กน้อย
“ยังไม่นอนอีกหรือ นี่จะหกโมงเย็นแล้วนะ”
ภาคินก้มมองนาฬิกาในข้อกลม ๆ ของตัวเอง แล้วสะดุ้ง
เวลาหน้าจอเรืองแสงสีฟ้า บอกตัวเลขเกินเวลางานปกติไปไกล
“ขอโทษครับอาจารย์ ผมขอเคลียร์โน้ตอีกนิดเดียว เดี๋ยวจะกลับแล้วครับ”
อาจารย์เดชาชำเลืองมองเอกสารที่กองอยู่บนโต๊ะ ก่อนดันประตูเปิดเข้ามาเต็มตัว
สายตาคมกริบมองสัญลักษณ์วงกลมสามชั้นบนกระดาษแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง
“ยังสนใจเรื่องนี้อยู่สินะ…ลัทธิดวงดารา”
“ครับ” ภาคินยืดหลังขึ้น “ผมเจอสัญลักษณ์แบบเดียวกันในเอกสารของอาณาจักรสามแห่งที่ไม่มีหลักฐานว่าเคยติดต่อกันเลย มันไม่น่าจะบังเอิญแล้วครับ”
“เราก็คุยเรื่องนี้กันมาหลายปีแล้วนะ” อาจารย์เอ่ยเสียงเรียบ “เกินขอบเขตวิทยานิพนธ์ปริญญาโทไปเยอะด้วยซ้ำ”
“แต่เอกสารชุดนี้…” ภาคินขยับกองกระดาษขึ้นมา “มันต่างออกไปครับ มันไม่ได้แค่พูดถึงพิธีกรรมหรือเทพเจ้า แต่เหมือน…คู่มือ”
อาจารย์เลิกคิ้ว “คู่มือ?”
“คู่มือเปิดผนึกอะไรสักอย่าง” เขาตอบตรง ๆ ถึงจะรู้ว่าฟังดูเพ้อเจ้อไปหน่อยสำหรับสายวิชาการ
“แล้วชื่อสถานที่ที่ถูกระบุในตอนท้าย…มันอยู่ในประเทศเรานี่เองครับ”
มือของอาจารย์ที่กำลังหยิบเอกสารชะงักเล็กน้อย
สายตาที่เคยมองด้วยความเอ็นดูเปลี่ยนเป็นหนักแน่นจริงจัง
“เธอคิดจะทำอะไรต่อ”
ภาคินกลืนน้ำลายลงคอ “ผมอยากลงพื้นที่ครับ อยากไปดูให้เห็นกับตา”
ห้องทำงานตกอยู่ในความเงียบชั่วครู่ มีเพียงเสียงแอร์เก่า ๆ ที่ดังต่อเนื่อง
อาจารย์เดชาเดินไปปิดไฟส่วนที่ไม่ใช้งาน เหลือเพียงโคมไฟตั้งโต๊ะของภาคินที่ยังส่องสว่าง
“หมู่บ้านห้วยศิลา…” อาจารย์เอ่ยช้า ๆ ราวกับทบทวนอะไรบางอย่างในความทรงจำ
“เธอรู้ไหม ว่าพ่อของเธอหายตัวไปที่ไหน”
หัวใจของภาคินเต้นแรงขึ้นทันที
“อาจารย์รู้อะไรเกี่ยวกับพ่อผมเพิ่ม?” น้ำเสียงเขาสูงขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ
อาจารย์ไม่ได้ตอบทันที
เพียงหยิบซองเอกสารหนาเก่า ๆ ออกจากลิ้นชักโต๊ะ แล้ววางลงตรงหน้าภาคิน
ซองสีน้ำตาลมีรอยขาดนิด ๆ มุมซองยับเยินเหมือนผ่านการเดินทางมาไกล
“อันนี้เป็นรายงานเก่าของทีมสำรวจเมื่อยี่สิบปีก่อน”
อาจารย์พูดเบา ๆ “ผมเพิ่งได้รับคืนจากอีกคณะหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ สมบูรณ์ไม่หมด แต่ก็พอให้เห็นภาพ”
บนมุมซองมีลายมือคุ้นตาเขียนชื่อเต็มของใครบางคน
“ศาสตราจารย์ ธเนศ นริศวัฒน์”
โลกเหมือนหยุดหมุนไปเสี้ยววินาที
ชื่อของพ่อวางอยู่ตรงหน้าในรูปหมึกจาง ๆ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในเอกสารทางการ
“พ่อเธอไม่ได้หายตัวไปเฉย ๆ”
อาจารย์เดชามองสบตาเขา “เขาหายไประหว่างการลงพื้นที่ที่เดียวกันกับที่เธอกำลังอยากไป”
ลมหายใจของภาคินติดขัด
เขาเคยรู้แค่เพียงว่า พ่อหายตัวไปตอนออกสำรวจในต่างจังหวัด
รายละเอียดที่มากกว่านั้นกลับถูกปิดบังด้วยคำว่า “ข้อมูลไม่เพียงพอ” และ “ยังหาศพไม่พบ”
“ทำไม…ทำไมอาจารย์ไม่เคยบอกผมเลยครับ”
“เพราะตอนนั้นเธอยังเด็กมาก” เสียงของอาจารย์อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“และเพราะผมหวังอยู่ลึก ๆ ว่าเธอจะเลือกหัวข้ออื่น ที่ไม่เกี่ยวกับมัน”
ภาคินกำซองเอกสารแน่นจนปลายนิ้วซีด
“แต่ตอนนี้ผมโตพอที่จะตัดสินใจเองแล้วครับ” เขาพูดชัดถ้อยชัดคำ “ผมอยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับพ่อ และลัทธิดวงดารานี่…มันคืออะไรกันแน่”
อาจารย์มองเขานานจนเขาเริ่มไม่แน่ใจในคำพูดของตัวเอง
แต่ในที่สุด ชายวัยกลางคนก็ถอนหายใจยาว
“เธอจะไปคนเดียวไม่ได้” เขาว่า “พื้นที่แถบนั้นไม่มีการท่องเที่ยวปกติ การเดินทางไม่สะดวก และคนพื้นที่…ไม่ค่อยต้อนรับคนนอก”
“ผมพอมีเพื่อนที่ช่วยประสานงานได้ครับ ถ้าอาจารย์—”
“ไม่ใช่แบบนั้น” อาจารย์ส่ายหน้าเล็กน้อย พลางหยิบเอกสารอีกแผ่นขึ้นมาวางเพิ่ม
เป็นจดหมายภาษาอังกฤษที่มีตรามหาวิทยาลัยในต่างประเทศ
“นี่คือทุนวิจัยภาคสนามระยะสั้น ถ้าเธอจะไป ผมจะใช้ทุนนี้ส่งเธอไปในนามโครงการวิจัยร่วม
อย่างน้อย เธอจะมีสถานะทางการ ไม่ใช่นักท่องเที่ยวหลงป่า”
“แปลว่า…” ดวงตาของภาคินสว่างวาบ “อาจารย์อนุญาต?”
“ผมไม่ได้อนุญาต” รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของอาจารย์ “ผมแค่ยอมแพ้”
เขาหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นชื่อบนฟอร์มด้านล่างอย่างรวดเร็ว ก่อนดันกระดาษไปตรงหน้าภาคิน
“เซ็นชื่อ แล้วก็กลับไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าค่อยมาคุยรายละเอียดเรื่องการเดินทาง”
ภาคินคว้าปากกาขึ้นแทบจะในทันที
มือของเขาสั่นเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความตื่นเต้น หรือความกลัวกันแน่
เขาเซ็นชื่อตัวเองลงไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ
ภาคิน ธเนศวัฒน์
ตอนปลายปากกาแตะลงบนกระดาษ เขาแอบคิดในใจว่า—
ถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่ แล้วได้เห็นชื่อเขาบนฟอร์มนี้ พ่อจะพูดว่าอะไร
“อย่าลืมเอาซองนั้นกลับไปอ่าน” อาจารย์เตือน เมื่อเห็นเขาเริ่มเก็บของ
“แต่อย่าอ่านก่อนนอนนะ เดี๋ยวจะฝันร้าย”
ภาคินหัวเราะเบา ๆ “ถึงไม่อ่าน ผมก็ฝันอยู่แล้วครับช่วงนี้”
อาจารย์หรี่ตา “ฝันแบบไหน”
เขาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนตอบแบบเลี่ยง ๆ
“ก็…ฝันถึงท้องฟ้าที่มีดาวเยอะ ๆ ครับ แต่ดาวมันดูใกล้เกินไป เหมือนจะตกลงมาบนหัว”
อาจารย์เดชาไม่ได้หัวเราะตาม
เขาเพียงมองภาคินนิ่ง ๆ แล้วพูดเสียงเบา
“ถ้าฝันอีก ลองสังเกตดูดี ๆ …ว่าบนท้องฟ้านั้นมีวงกลมสามชั้นหรือเปล่า”
คำพูดนั้นทำให้ใจเขาเย็นวาบโดยไม่มีเหตุผล
แต่ก่อนที่เขาจะถามอะไรต่อ อาจารย์ก็โบกมือไล่
“ไปได้แล้ว ไปพัก เธอจะมีคืนที่หลับสบายไม่เยอะนัก จากนี้ไป”
คืนนั้น ฝนตกปรอย ๆ บนหลังคาห้องเช่าเล็ก ๆ ของภาคิน
เขานั่งอยู่คนเดียวบนเตียงที่เต็มไปด้วยเอกสารที่เพิ่งขนกลับมา
ซองสีน้ำตาลที่มีชื่อของพ่อนอนสงบนิ่งอยู่ตรงกลาง เหมือนใจกลางสนามรบที่ยังไม่ระเบิด
“จะอ่านก่อนนอนก็ไม่ได้” เขาบ่นกับตัวเอง แต่ก็ยังเอื้อมมือไปหยิบซองขึ้นมา
ปลายนิ้วลูบไปตามชื่อของพ่อเบา ๆ
เขาไม่เคยคิดว่าคำตอบที่ตามหามาทั้งชีวิตจะเริ่มจากชิ้นกระดาษเก่า ๆ แบบนี้
ทันใดนั้น เขาก็สังเกตเห็น
มุมซองด้านล่าง มีลายเส้นบาง ๆ วาดทับเข้าไปทีหลังเหมือนคนเผลอขีดเล่น
วงกลมสามชั้นกับเส้นเฉียงเหมือนดาวหางลากผ่าน
หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
ภาคินเปิดซองออกอย่างระมัดระวัง เอกสารด้านในมีกลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่น
รายงานการสำรวจถูกเขียนด้วยลายมือผสมกับพิมพ์ดีด
ตรงหน้ากระดาษหน้าแรก มีบันทึกสั้น ๆ ด้วยลายมือที่เขาคุ้นเคยที่สุดในโลก
“ถ้าใครได้อ่านบันทึกนี้ แปลว่า ‘ประตู’ คงตอบสนองแล้ว
จงระวังสิ่งที่มาจากท้องฟ้าที่ไม่ได้มาจากเบื้องบน
และอย่าไว้ใจคนที่มองดาวโดยไม่กะพริบตา”
ลงชื่อ
ธเนศ
เสียงฝนด้านนอกดังชัดขึ้นอย่างประหลาด
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ไฟในห้องก็กระพริบวูบหนึ่งก่อนจะกลับมาติดตามเดิม
“อย่าไว้ใจคนที่มองดาวโดยไม่กะพริบตา?”
ภาคินทวนคำในใจ
เขาไม่รู้เลยว่า อีกไม่กี่วันถัดจากนี้
เขาจะได้พบกับชายคนหนึ่ง—ที่ยืนมองท้องฟ้ายามค่ำคืนโดยไม่กะพริบตาแม้แต่ครั้งเดียว
ชายคนนั้นชื่อ กชกรณ์
และเป็นผู้สืบทอดลัทธิโบราณที่ถูกเรียกว่า…ลัทธิดวงดารา




