Saturday, January 17, 2026

ขอให้สนุกกับการอ่านนะครับ

HomeEpisodeบทที่ 8 – รายงานที่ถูกอ่านจากอีกด้าน

บทที่ 8 – รายงานที่ถูกอ่านจากอีกด้าน

เช้าวันถัดมา ภาคินตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกแปลก ๆ
ไม่ใช่เพราะฝันร้าย คราวนี้ไม่มีท้องฟ้าใต้ดิน
แต่เป็นความรู้สึกแบบ…สมองยังอยู่บนเขา แต่ตัวลงมานอนบนฟูกแล้วเรียบร้อย

เขานอนนิ่งมองเพดานสักพัก
ภาพเมื่อคืนไหลย้อนกลับมาทีละช็อต
วงหิน ลายดาวที่เรียงตัวเป็นแผนที่หมู่บ้านกลับด้าน
เสียงฮัมเบา ๆ บนลม
แผ่นหินที่มีชื่อคน “หายไป”
และเสียงของดาบอที่พูดว่า

“ผมไม่อยากให้ชื่อคุณไปอยู่บนหินพวกนี้ง่าย ๆ”

หัวใจดันไปจำประโยคนี้ชัดกว่าข้อเท็จจริงเชิงวิชาการทั้งหมด
ดีครับ เกือบได้เปิดสาขาใหม่ ‘โบราณคดีหัวใจ’ แล้วเนี่ย…

เสียงป้าแสงจากข้างล่างดังขึ้นเหมือนตั้งเวลาปลุก

“คุณภาคิน—ลงมากินข้าวเร็ว ๆ ก่อนข้าวจะกลายเป็นหินนะหลาน!”

ที่นี่ทุกอย่างจะกลายเป็นหิน กับกลายเป็นวิทยานิพนธ์ตลอดเวลาเลยจริง ๆ

โต๊ะไม้ใต้ถุนบ้านวันนี้มีข้าวเหนียวในหวดเล็ก ๆ กับหมูทอดกระเทียมหอม ๆ วางอยู่
ข้าง ๆ มีไข่ดาวกรอบขอบ น้ำพริกถ้วยเล็ก และผักลวกจากสวน

“ป้า…นี่มันชุด‘ข้าวเหนียวหมูดาว’ใช่ไหมครับ” ภาคินนั่งลง
“แค่เพิ่มคำว่าดาว ทุกอย่างก็ดูเข้าธีมหมู่บ้านไปหมด”

“ก็ดาวเต็มบ้านขนาดนี้ จะไม่ให้เอามาพ่วงขายบ้างได้ไงล่ะหลาน” ป้าแสงหัวเราะ
“เมื่อคืนหลับดีไหม”

“ดีครับ” เขาตอบ
“อย่างน้อยเมื่อคืนไม่มีใครมาดึงผมลงไปในท้องฟ้าใต้ดินต่อ”

ป้าแสงหรี่ตานิด ๆ
“แต่มีคนขึ้นมาดึงจากหน้าห้องใช่ไหมล่ะ”

ภาคินสะดุ้ง “เอ่อ…ป้าได้ยินเหรอครับ”

“บ้านไม้เสียงมันดัง” ป้าแสงโยนคำพูดของดาบอคืนมาแบบเป๊ะ ๆ
“ตอนกัชเดินมาหน้าห้องก็ได้ยิน ตอนเขายืนเงียบอยู่หน้าบ้านก็ได้ยิน”

“เดี๋ยวครับ เมื่อคืนเขายืน…” ภาคินชะงัก
“หน้าบ้าน…นานเลยเหรอครับ”

“ก็…นานพอที่ป้าจะล้างถ้วยได้สามใบ” ป้าทำหน้าคิด
“แล้วค่อยเดินกลับไปแบบเงียบ ๆ”

ภาพดาบอยืนอยู่ในเงามืดใต้ต้นไม้นาน ๆ ทั้งที่ตัวเองบอกให้ภาคินกลับไปนอนแล้ว
ลอยขึ้นมาเองโดยไม่ต้องใช้จินตนาการมาก

โอเค คนนี้ไม่ใช่แค่คนเฝ้าดาวนะ…เริ่มกลายเป็นคนเฝ้าบ้านให้ด้วยแล้ว…

ก่อนที่เขาจะจมไปไกลกว่านี้ เสียงผู้ใหญ่ณรงค์ก็ดังมาแต่ไกล

“สวัสดีตอนเช้าครับทุกคน—โอ้ มีข้าวเหนียวหมูด้วยเหรอป้าแสง ผมแวะถูกเวลาจริง ๆ”

ผู้ใหญ่ณรงค์เดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะแบบเนียน ๆ
ป้าแสงวางจานเปล่าเพิ่มให้อย่างคุ้นมือ

“เมื่อวานเห็นเดินไปกับกัชข้างเขา” ผู้ใหญ่หันมาถามภาคิน
“เมื่อคืนกลับมาหน้าตายังเป็นคนอยู่ แสดงว่าไม่ข้ามเส้นไปไหนใช่ไหม”

“ถ้าข้ามไปแล้ว ผมก็คงไม่ได้นั่งกินหมูทอดอยู่ตรงนี้หรอกครับ” ภาคินหัวเราะ
“แต่ยอมรับว่า ‘หมู่บ้านกลับด้าน’ นี่ทำผมมึนหัวนิดหน่อย”

“ดีแล้ว” ผู้ใหญ่ณรงค์ว่า
“ถ้าฟังแล้วไม่มึนเลย แปลว่าหลงเร็วเกินไป”

ป้าแสงส่ายหน้า “ผู้ใหญ่บ้านนี้ชอบปลอบแบบดุ ๆ กันทุกคนเลยเนาะ”

หลังมื้อเช้า ผู้ใหญ่ณรงค์เอ่ยขึ้นเหมือนนึกอะไรได้

“จริงสิ วันนี้ตอนบ่ายมีคนจาก ‘อีกฝั่ง’ ลงมาที่ศาลาด้วยนะ”

“อีกฝั่ง?” ภาคินถาม

“ฝั่งคนบนเขา” ผู้ใหญ่ตอบ
“เขาจะมาคุยเรื่องน้ำ เรื่องงานบุญที่ค้างไว้ แล้วก็เรื่อง…ความปลอดภัยอะไรสักอย่าง”

หางเสียงทิ้งค้างอย่างมีนัย

“ผมควรไปนั่งฟังไหมครับ หรือควรทำตัวเหมือนนักวิชาการที่อยู่ให้ห่างจากดราม่า” ภาคินลองถาม

“ถ้าคุณจะเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับหมู่บ้านนี้” ผู้ใหญ่ณรงค์ยิ้ม
“คุณหนีดราม่าไม่พ้นหรอกครับ นั่งฟังไว้ก็ดี จะได้รู้ว่าทั้งสองฝั่งมองกันยังไง”

ป้าแสงพยักหน้า
“แต่จำไว้อย่างนึงนะหลาน—เวลาฟังเขาคุยกัน ไม่ต้องรีบเชื่อใครก่อน หูเธอมีสองข้าง ฟังให้ครบก่อนแล้วค่อยคิดเอง”

“ได้ครับป้า” ภาคินรับคำ
ตอนนี้ผมก็ยังไม่มั่นใจเลยว่าควรเชื่อฟ้าด้านไหนก่อนดี…

ช่วงสาย แดดเริ่มแรง
ภาคินย้ายตัวเองไปนั่งใต้ร่มไม้ข้างบ้านป้าแสง
ในมือคือซองเอกสารของพ่อที่เขายังอ่านค้าง

เขานั่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ออกมา
สัญญาณมี ๆ หาย ๆ แต่พอใช้ได้

ภาคิน: เฮ้ บัว ตื่นยัง
บัว: (ส่งสติ๊กเกอร์นอนแผ่) ทำไม
ภาคิน: ถ้าฉันบอกว่า ฉันกำลังจะเอารายงานของพ่อให้คนเฝ้าดาวอ่าน แกคิดว่าไง
บัว: ถ้าเป็นนิยายฉันจะคอมเมนต์ว่า “เออ ดี เอาเลยลูก แบ่งภาระกรรมให้เขาด้วย”
ภาคิน: …ขอบคุณสำหรับมุมมองแบบคนอ่าน
บัว: แกไม่ได้อยู่ที่นั่นคนเดียวนี่ มีคนเข้าใจภาษาเขามากกว่าแกนี่นา ให้เขาอ่านสิ ดีออก
บัว: แต่ก่อนให้เขาอ่าน ตอบฉันอย่างหนึ่ง
ภาคิน: ว่า
บัว: แกไว้ใจเขาไหม

คำถามจิ้มตรงประเด็นเกินไป
ภาคินมองตัวหนังสือบนหน้าจอ แล้วเหลือบมองแฟ้มในมือ

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพิมพ์ตอบ

ภาคิน: ถ้าไม่ไว้ใจ ฉันคงไม่ยอมให้เขาพาขึ้นเขาตอนกลางคืนหรอก
บัว: งั้นก็พอแล้ว
บัว: ในโลกนี้ มีคนไม่กี่คนหรอกที่เรายอมให้พาไปในที่ที่มองไม่เห็นพื้น

สัญญาณเริ่มแกว่งอีกครั้ง
ข้อความสุดท้ายที่เด้งมาเป็นสติ๊กเกอร์รูปตัวการ์ตูนถือป้าย “เชื่อใจแล้วก็อย่าหายไปนะ”

ค่ะคุณบรรณาธิการหัวใจ…

ภาคินเก็บโทรศัพท์ลง หายใจลึก
ตกลง…ลองดู

“คุณจะให้ผมอ่าน?”

เสียงดาบอดังขึ้นจากอีกฝั่งของต้นไม้
เขาหันไปก็เห็นอีกฝ่ายยืนพิงต้นไม้ใหญ่เหมือนเพิ่งมาได้ไม่นาน แต่คงยืนดูอยู่นานพอสมควร

“คุณเดินเข้ามาแบบนี้บ่อย ๆ นี่ป้าจ้างเป็นผีเฝ้าบ้านใช่ไหมครับ” ภาคินแกล้งบ่น
“ผมไม่ได้ยินเสียงเท้าเลยนะ”

“คุณอ่านหนังสือเสียงดังอยู่” ดาบอตอบเรียบ ๆ
“ผมเลยไม่อยากขัดจังหวะ”

ภาคินก้มมองแฟ้มในมือตัวเอง
“จริง ๆ ก็กำลังคิดอยู่พอดีว่า…จะให้คุณช่วยดูไหม”

ดาบอเดินเข้ามานั่งบนม้าหินอีกฝั่ง ห่างกันระยะหนึ่งพอให้วางแฟ้มไว้ตรงกลางได้พอดี

“ถ้าคุณไม่แน่ใจ” ดาบอว่า
“คุณไม่จำเป็นต้องให้ผมอ่านก็ได้”

“แต่ถ้าผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมก็คงไม่ชวนคุณขึ้นเขาตั้งแต่แรกเหมือนกัน” ภาคินตอบ
“ผมเลยเลือกโหมดกลาง ๆ คือ ให้คุณอ่าน…แต่ช่วยอธิบายให้ผมฟังด้วย”

แววตาดาบออ่อนลงนิดหนึ่ง

“ตกลง” เขาพยักหน้า
“ผมจะอ่านในฐานะ…คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของกระดาษพวกนี้”

“ฟังดูเท่มากครับ ‘คนอ่านจากอีกด้านของรายงาน’”

ดาบอรับแฟ้มมา เปิดดูอย่างระมัดระวัง
กระดาษเก่า ๆ ถูกพลิกทีละหน้าอย่างช้า แต่สายตาเขากวาดเร็วอย่างคนคุ้นกับตัวอักษร

ภาคินนั่งมอง มือเผลอกำชายกางเกงตัวเองแน่น
ทั้งกังวลว่าอีกฝ่ายจะเจออะไร ทั้งกลัวว่า…จะไม่เจออะไรเลย

“ภาษาในส่วนนี้…” ดาบอชี้บรรทัดหนึ่ง
“เป็นคำเรียกของคนบนเขาจริง แต่การแปลต่อท้ายผิดไปหนึ่งคำ”

ภาคินขยับเข้าไปใกล้
ริมไหล่เขาแทบแตะต้นแขนอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว

“ตรงไหนครับ”

“ตรงคำว่า ‘ดาวตกลงมา’ ” ดาบอแตะปลายปากกาลงไป
“ต้นฉบับที่เขาอ้างอิงมาน่าจะใช้โครงสร้างแบบอื่น จริง ๆ ถ้าแปลตามนั้นจะได้ความหมายว่า ‘เราเดินลงไปหาดาว’ มากกว่า”

ภาคินหัวเราะเบา ๆ ขื่น ๆ
“พ่อผมเองก็เขียนถึงความต่างตรงนี้เหมือนกัน เขาบอกว่ามันคือความต่างระหว่าง ‘ถูกเลือก’ กับ ‘ไปรบกวน’ ”

“แต่จากที่ผมอ่าน…” ดาบอเลื่อนสายตาไปหน้าถัดไป
“เขาดูเหมือนคนที่อยากพิสูจน์ว่าตัวเอง ‘ถูกเลือก’ มากกว่าอยากยอมรับว่าตัวเองเป็นฝ่ายเดินเข้าไป”

ประโยคนั้นฟังดูเหมือนการด่า
แต่ในน้ำเสียงกลับมีทั้งความเข้าใจและ…เศร้านิด ๆ

“คุณโกรธเขาไหม” ภาคินถามเบา ๆ

“ผมไม่รู้จักเขาดีพอที่จะโกรธ” ดาบอส่ายหน้า
“แต่ผมโกรธคนรุ่นก่อนบางคน…ที่เอาคนอย่างเขามาเป็นตัวอย่างในการพิสูจน์ศรัทธาของตัวเอง
แล้วสุดท้ายก็ปล่อยให้คนที่บ้านเขาต้องอยู่กับคำว่า ‘หายไป’ แทนที่จะเป็นคำว่า ‘กลับมาเล่าให้ฟัง’ ”

หัวใจภาคินสะดุ้ง
เขารู้สึกเหมือนมีใครพูดแทนแม่โดยไม่รู้ตัว

“แล้ว…ในหมู่คนบนเขา เขาพูดถึงพ่อผมยังไงบ้างครับ”

ดาบอพลิกหน้าไปอีก
หยุดตรงหน้าที่มีบันทึกเป็นภาษาแปลก ๆ กับลายมือไทยของพ่อจดกำกับ

“บางคนเรียกเขาว่า ‘คนแปลดาวผิดด้าน’ ” ดาบอตอบ
“บางคนเรียกเขาว่า ‘คนที่ลงไปไกลกว่าที่ตกลงกันไว้’ ”

“ตกลงกันไว้?”

“การลงไปใกล้ ‘ท้องฟ้าใต้ดิน’ ตามความเชื่อเขา ต้องมีเงื่อนไข” ดาบออธิบาย
“คนบนเขาเชื่อว่า ต้องมีคนขึ้นไป และต้องมีคนยืนอยู่ข้างบนคอยดึงกลับ
ถ้าคนบนกลับไม่พอ หรือคนลงไปดื้อเกินไป…เชือกมันก็ขาดง่าย”

ภาพแม่ของดาบอที่ดึงลูกชายกลับมาจากขอบเมื่อครั้งยังเด็ก ลอยขึ้นมาในหัวภาคินทันที
พร้อมกับคำถามที่ไม่กล้าพูดดัง ๆ ว่า

แล้วตอนพ่อผมลงไป…ใครยืนอยู่ข้างบนให้กันแน่ หรือว่าไม่มีเลย

เพื่อไม่ให้ตัวเองจม เขาแทรกอีกคำถาม

“แล้วคุณล่ะครับ”

“อะไร”

“อ่านรายงานนี้แล้ว…คุณเชื่อว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่”

ดาบอเงียบไปนานกว่าทุกที
เขาปิดแฟ้มลง วางบนตักอย่างระมัดระวัง
ดวงตาเขาไม่ได้มองกระดาษ แต่มองอะไรบางอย่างไกลกว่านั้น

“ถ้าพูดแบบคนข้างล่าง…” เขาเริ่ม
“เขาคง…ตายบนเขา”

คำว่า “ตาย” หล่นลงมาอย่างหนัก
เสียงแมลงเงียบไปชั่วขณะในหูภาคิน

“แต่ถ้าพูดแบบคนบนเขา” ดาบอพูดต่อ
“เขาอาจ ‘ข้ามไปอยู่บ้านอีกด้าน’ แบบที่ผมบอกเมื่อคืนก็ได้”

“แล้วคุณเชื่อแบบไหนมากกว่ากัน” ภาคินถามเสียงแผ่ว

“ผมไม่อยากให้คุณเลือกเชื่อคำไหนแบบตัดอีกคำทิ้ง” ดาบอตอบ
“แต่ถ้าอยากรู้ให้ชัดกว่านี้…ผมว่าคุณคงต้องลงไปใกล้กว่าแค่ลานหิน”

“ลงไป…ที่ไหนครับ”

ดาบอมองเขานิ่ง ๆ

“คุณเคยได้ยินคำว่า ‘คืนท้องฟ้าใต้ดิน’ ในรายงานไหม”

ภาคินสะดุ้งเฮือก
เขาพลิกแฟ้มอย่างลน ๆ จนกระดาษแทบปลิว
หยุดตรงหน้าที่มีตัวหนังสือของพ่อขีดเส้นใต้ไว้

“มีการกล่าวถึงพิธีที่เรียกว่า ‘คืนท้องฟ้าใต้ดิน’
ว่ากันว่าเป็นการเปิดทางชั่วคราวระหว่างหมู่บ้านบนดินกับ ‘หมู่บ้านกลับด้าน’
ข้อมูลปะปนไปด้วยความเชื่อและการอธิบายเชิงสัญลักษณ์ ยังไม่อาจสรุปได้ชัด…”

ตรงขอบกระดาษ มีลายมือไทยอีกชุดหนึ่งที่ไม่ใช่ของพ่อ
บางกว่า เรียบกว่า เหมือนคนขีดทีหลัง

ภาคินเพิ่งสังเกตเห็นวันนี้เอง

เขาขมวดคิ้ว ก้มลงอ่านทีละคำ

“ถ้าแกได้อ่านตรงนี้ แสดงว่าแกมาถึงห้วยศิลาแล้วจริง ๆ”
“อย่าเพิ่งลองทำสิ่งที่ฉันพลาดด้วยตัวเอง”
“รอให้ ‘คืนที่ดาวหายหนึ่งดวง’ ผ่านไปก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ”

ลายมือ…เป็นของพ่อเขาแน่นอน
แต่ดูเหมือนเขียนด้วยอารมณ์แบบคนคนละช่วงจากตัวรายงาน

“ผม…” เสียงภาคินสั่น “ไม่เคยเห็นบรรทัดนี้มาก่อนเลย”

“อาจเป็นส่วนที่เขากลับมาเขียนเพิ่มทีหลัง” ดาบอว่า
“ตอนที่รู้ตัวว่าเดินผิดด้านไปแล้ว”

คำว่า ตอนที่รู้ตัวว่าพลาด
ตีขึ้นมาตรงหน้าเหมือนหมึกซึมในกระดาษ

“ ‘คืนที่ดาวหายหนึ่งดวง’ นี่คืออะไรครับ” ภาคินถามแทบจะทันที
“หมายถึงคืนไหน…”

ดาบอรับแฟ้มมาดูใกล้ ๆ
มองข้อความนั้นด้วยสายตาเคร่งขรึมผิดปกติ
เขาหยิบโทรศัพท์ปุ่มกดเก่า ๆ จากกระเป๋ากางเกงออกมา
กดอะไรบางอย่างอย่างช้า ๆ – ดูเวลา ดูวันที่

“ถ้าพ่อคุณยังใช้ปฏิทินดวงดาวชุดเดิมที่คนบนเขาใช้…” เขาคำนวณในหัว
“แล้วถ้าเขาเขียนตรงนี้ก่อนจะหายไปไม่นาน…”

เขาเงยหน้าขึ้นมามองภาคิน
ในแววตานั้นมีทั้งความตกใจและความตัดสินใจบางอย่างซ้อนทับกันอยู่

“อะไรครับ” ภาคินใจเต้นแรง
“อย่าบอกนะว่า—”

“อีกสามคืนข้างหน้า” ดาบอพูดชัด ๆ
“จะมี ‘คืนที่ดาวหายหนึ่งดวง’ ตามแบบที่คนบนเขาใช้เรียก”

เลือดในกายภาคินเย็นวาบ
สามคืน…แปลว่าเร็วเกินกว่าที่หัวใจจะเตรียมตัวทัน

“ทุกครั้งที่เกิดคืนแบบนั้น” ดาบอพูดต่อ
“คนบนเขาเชื่อว่าประตูระหว่างหมู่บ้านทั้งสองด้าน ‘เปิด’ ได้ง่ายกว่าปกติ
ทั้งคนที่อยู่ด้านนี้จะมองเห็นอีกด้านง่ายขึ้น…
และคนที่อยู่อีกด้าน ก็ ‘เรียก’ คนด้านนี้ได้แรงขึ้น”

“แล้วพ่อผม…” ภาคินมองบรรทัดลายมือของพ่อ
“เขาเขียนเตือนไว้แบบนี้…เพราะเขารู้ว่าจะเกิดอะไร”

“หรือเคยเกิดกับเขาแล้วครั้งหนึ่ง” ดาบอสมทบ
“แล้วเขาไม่อยากให้คุณ—” เขาเงียบไป ไม่พูดต่อ

ภาคินเงียบเช่นกัน
เสียงหัวใจตัวเองดังแข่งกับเสียงจิ้งหรีด
ถ้าเป็นตอนอยู่ในห้องสมุด เขาคงจดบันทึกลงกระดาษว่า

“ตัวแปรสำคัญ: ‘คืนดาวหายหนึ่งดวง’ – ความเสี่ยงเชิงพิธีกรรมสูงมาก”

แต่ตอนนี้ ตัวแปรไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษ
มันอยู่ตรงหน้า อยู่ในลายมือของพ่อ
อยู่ในสายตาของคนตรงหน้าเขาที่ทั้งห่วง ทั้งลังเลว่าจะยอมให้เขาเข้าใกล้แค่ไหน

“ผมต้องเลือกใช่ไหมครับ” เขาพูดเบา ๆ
“ระหว่างเชื่อคำเตือนของพ่อ แล้วถอย…
กับเชื่อว่าการไปดูด้วยตัวเองอาจเป็นโอกาสเดียวที่จะรู้ว่าเขาอยู่ไหน”

“ผมจะไม่ตอบแทนคุณเรื่องนี้” ดาบอส่ายหน้า
“เพราะคนที่ต้องรับผล ไม่ใช่ผม”

“แต่คุณก็พูดเองนี่ครับ…” ภาคินมองสบตาอีกฝ่าย
“ว่าสัญญากันไว้แล้วว่า คุณจะไม่ปล่อยให้ผมหายไปง่าย ๆ”

ดาบอเงียบ
นิ้วมือที่วางบนแฟ้มแน่นขึ้นนิดหนึ่ง

“ถ้าคุณเลือกจะไป…” เขาพูดช้า ๆ
“ผมก็ต้องไปด้วยอยู่แล้ว”

ประโยคนั้นเหมือนคำวินิจฉัยของทั้งสองด้านฟ้า
คำว่า ผมก็ต้องไปด้วย วิ่งวนในหัวภาคินไม่หยุด

“งั้น…” เขาสูดหายใจลึก
ไม่รู้ว่าเป็นความกล้า หรือความดื้อของคนที่เติบโตมากับคำถามในหัวทั้งชีวิต
แต่คำตอบก็หลุดปากออกมาก่อนที่ส่วนที่กลัวจะได้ค้าน

“อีกสามคืนข้างหน้า” ภาคินพูด
“ช่วยพาผมไปตรงที่พ่อผมเคยไปถึงทีได้ไหมครับ”

ลมที่พัดผ่านต้นไม้หยุดชะงักเหมือนตกใจไปด้วย一วูบ
ดาบอมองเขาเนิ่นนาน จนภาคินเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองพูดอะไรโง่ ๆ ออกไปหรือเปล่า

“คุณแน่ใจเหรอ” เสียงเขาเบาลง
“นี่ไม่ใช่แค่การขึ้นลานหินเฉย ๆ”

“ผมไม่แน่ใจหรอกครับ” ภาคินยอมรับ
“แต่ที่ผมแน่ใจคือ…ถ้าผมไม่ลองครั้งนี้ ผมคงจะถามตัวเองไปอีกหลายปีว่า ‘จะเกิดอะไรขึ้นถ้าตอนนั้นกล้ากว่านี้’ ”

ดวงตาของดาบอสั่นไหวเพียงนิดเดียว
ก่อนจะนิ่งกลับมาเหมือนเดิม

“ก็ได้” เขาพูดในที่สุด
“อีกสามคืน—คืนที่ดาวหายหนึ่งดวง ผมจะพาคุณไปยังที่ที่เขาเรียกว่า ‘ทางลง’ ”

เขาเว้นจังหวะ แล้วเติมอีกประโยค

“แต่ตั้งแต่ตอนนี้จนถึงวันนั้น”
น้ำเสียงกลับมาแน่นจริงจัง
“คุณต้องสัญญาหนึ่งอย่างกับผม”

“อะไรครับ”

“คุณจะไม่ลงไปเองก่อนเวลา” ดาบอมองตรง
“ไม่เดินข้ามเส้น ไม่ไปตรงไหนบนเขาโดยไม่มีผมอยู่ด้วย
ไม่ว่าจะมีใคร—หรือ ‘อะไร’—เรียกคุณสักแค่ไหนก็ตาม”

คำว่า หรืออะไร ทำให้สันหลังเย็นวาบ
แต่ภาคินยังพยักหน้า

“ผมสัญญา” เขาพูดชัด ๆ
“ผมจะไม่ลงไปคนเดียว”

ดาบอมองหน้าเขาอีกครั้ง เหมือนกำลังประเมินความหนักแน่นของคำพูด
ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“งั้นเรามีเวลาอีกสามวัน” เขาว่า
“สามวันสำหรับเตรียมตัว…ทั้งในหัว และในใจ”

“คุณจะสอนผมอะไรบ้างในสามวันนี้ครับ” ภาคินพยายามผ่อนบรรยากาศ
“บทเรียน ‘เดินไปริมขอบโดยไม่ตก’ แบบเร่งรัด?”

“ก็ประมาณนั้น” มุมปากดาบอยกขึ้นนิดหนึ่ง
“เริ่มจากบทที่หนึ่ง—เรียนรู้ว่าคนที่มองดาวจากด้านล่างก็เจ็บได้เหมือนคนบนเขา”

“โห ฟังดูเป็นคอร์สแพงครับ” ภาคินหัวเราะ
“แต่ผมคิดค่าธรรมเนียมตรวจข้อสอบแพงกว่าแน่นอน”

“ผมจะคิดค่าติวคืนตอนคุณเขียนนิยายจบแล้วกัน” ดาบอตอบ
“ขอสิทธิ์เป็นคนอ่านก่อนใคร”

“ตกลงครับ”

ภาคินยิ้มออกมาจริง ๆ ในที่สุด
ทั้งที่หัวใจยังเต้นรัวกับคำว่า คืนที่ดาวหายหนึ่งดวง

แต่ระหว่างความกลัวกับความอยากรู้
ตอนนี้มีอีกอย่างหนึ่งเพิ่มเข้ามาคั่นอยู่ตรงกลาง

คือ ความรู้สึกว่า ครั้งนี้…เขาจะไม่ได้เดินไปถึงขอบฟ้าอยู่คนเดียว

และนั่นอาจเป็นตัวแปรเดียว
ที่พ่อเขาไม่เคยมีตอนเลือกแปลท้องฟ้าผิดด้านในครั้งนั้น…

ความคิดเห็นของคุณสำคัญกับเรา ส่งคำแนะนำติชมมาได้ที่ yflixth@gmail.com ขอบคุณครับ

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามมิให้ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ส่วนหนึ่งส่วนใดของหนังสือเล่มนี้ก่อนได้รับอนุญาตอย่างเป็นลายลักษณ์อักษณ์จากผู้เขียน ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments

ตอนต่างๆ ในเรื่อง

Continue reading

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.