เช้าวันถัดมา ภาคินตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกแปลก ๆ
ไม่ใช่เพราะฝันร้าย คราวนี้ไม่มีท้องฟ้าใต้ดิน
แต่เป็นความรู้สึกแบบ…สมองยังอยู่บนเขา แต่ตัวลงมานอนบนฟูกแล้วเรียบร้อย

เขานอนนิ่งมองเพดานสักพัก
ภาพเมื่อคืนไหลย้อนกลับมาทีละช็อต
วงหิน ลายดาวที่เรียงตัวเป็นแผนที่หมู่บ้านกลับด้าน
เสียงฮัมเบา ๆ บนลม
แผ่นหินที่มีชื่อคน “หายไป”
และเสียงของดาบอที่พูดว่า
“ผมไม่อยากให้ชื่อคุณไปอยู่บนหินพวกนี้ง่าย ๆ”
หัวใจดันไปจำประโยคนี้ชัดกว่าข้อเท็จจริงเชิงวิชาการทั้งหมด
ดีครับ เกือบได้เปิดสาขาใหม่ ‘โบราณคดีหัวใจ’ แล้วเนี่ย…
เสียงป้าแสงจากข้างล่างดังขึ้นเหมือนตั้งเวลาปลุก
“คุณภาคิน—ลงมากินข้าวเร็ว ๆ ก่อนข้าวจะกลายเป็นหินนะหลาน!”
ที่นี่ทุกอย่างจะกลายเป็นหิน กับกลายเป็นวิทยานิพนธ์ตลอดเวลาเลยจริง ๆ
โต๊ะไม้ใต้ถุนบ้านวันนี้มีข้าวเหนียวในหวดเล็ก ๆ กับหมูทอดกระเทียมหอม ๆ วางอยู่
ข้าง ๆ มีไข่ดาวกรอบขอบ น้ำพริกถ้วยเล็ก และผักลวกจากสวน
“ป้า…นี่มันชุด‘ข้าวเหนียวหมูดาว’ใช่ไหมครับ” ภาคินนั่งลง
“แค่เพิ่มคำว่าดาว ทุกอย่างก็ดูเข้าธีมหมู่บ้านไปหมด”
“ก็ดาวเต็มบ้านขนาดนี้ จะไม่ให้เอามาพ่วงขายบ้างได้ไงล่ะหลาน” ป้าแสงหัวเราะ
“เมื่อคืนหลับดีไหม”
“ดีครับ” เขาตอบ
“อย่างน้อยเมื่อคืนไม่มีใครมาดึงผมลงไปในท้องฟ้าใต้ดินต่อ”
ป้าแสงหรี่ตานิด ๆ
“แต่มีคนขึ้นมาดึงจากหน้าห้องใช่ไหมล่ะ”
ภาคินสะดุ้ง “เอ่อ…ป้าได้ยินเหรอครับ”
“บ้านไม้เสียงมันดัง” ป้าแสงโยนคำพูดของดาบอคืนมาแบบเป๊ะ ๆ
“ตอนกัชเดินมาหน้าห้องก็ได้ยิน ตอนเขายืนเงียบอยู่หน้าบ้านก็ได้ยิน”
“เดี๋ยวครับ เมื่อคืนเขายืน…” ภาคินชะงัก
“หน้าบ้าน…นานเลยเหรอครับ”
“ก็…นานพอที่ป้าจะล้างถ้วยได้สามใบ” ป้าทำหน้าคิด
“แล้วค่อยเดินกลับไปแบบเงียบ ๆ”
ภาพดาบอยืนอยู่ในเงามืดใต้ต้นไม้นาน ๆ ทั้งที่ตัวเองบอกให้ภาคินกลับไปนอนแล้ว
ลอยขึ้นมาเองโดยไม่ต้องใช้จินตนาการมาก
โอเค คนนี้ไม่ใช่แค่คนเฝ้าดาวนะ…เริ่มกลายเป็นคนเฝ้าบ้านให้ด้วยแล้ว…
ก่อนที่เขาจะจมไปไกลกว่านี้ เสียงผู้ใหญ่ณรงค์ก็ดังมาแต่ไกล
“สวัสดีตอนเช้าครับทุกคน—โอ้ มีข้าวเหนียวหมูด้วยเหรอป้าแสง ผมแวะถูกเวลาจริง ๆ”
ผู้ใหญ่ณรงค์เดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะแบบเนียน ๆ
ป้าแสงวางจานเปล่าเพิ่มให้อย่างคุ้นมือ
“เมื่อวานเห็นเดินไปกับกัชข้างเขา” ผู้ใหญ่หันมาถามภาคิน
“เมื่อคืนกลับมาหน้าตายังเป็นคนอยู่ แสดงว่าไม่ข้ามเส้นไปไหนใช่ไหม”
“ถ้าข้ามไปแล้ว ผมก็คงไม่ได้นั่งกินหมูทอดอยู่ตรงนี้หรอกครับ” ภาคินหัวเราะ
“แต่ยอมรับว่า ‘หมู่บ้านกลับด้าน’ นี่ทำผมมึนหัวนิดหน่อย”
“ดีแล้ว” ผู้ใหญ่ณรงค์ว่า
“ถ้าฟังแล้วไม่มึนเลย แปลว่าหลงเร็วเกินไป”
ป้าแสงส่ายหน้า “ผู้ใหญ่บ้านนี้ชอบปลอบแบบดุ ๆ กันทุกคนเลยเนาะ”
หลังมื้อเช้า ผู้ใหญ่ณรงค์เอ่ยขึ้นเหมือนนึกอะไรได้
“จริงสิ วันนี้ตอนบ่ายมีคนจาก ‘อีกฝั่ง’ ลงมาที่ศาลาด้วยนะ”
“อีกฝั่ง?” ภาคินถาม
“ฝั่งคนบนเขา” ผู้ใหญ่ตอบ
“เขาจะมาคุยเรื่องน้ำ เรื่องงานบุญที่ค้างไว้ แล้วก็เรื่อง…ความปลอดภัยอะไรสักอย่าง”
หางเสียงทิ้งค้างอย่างมีนัย
“ผมควรไปนั่งฟังไหมครับ หรือควรทำตัวเหมือนนักวิชาการที่อยู่ให้ห่างจากดราม่า” ภาคินลองถาม
“ถ้าคุณจะเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับหมู่บ้านนี้” ผู้ใหญ่ณรงค์ยิ้ม
“คุณหนีดราม่าไม่พ้นหรอกครับ นั่งฟังไว้ก็ดี จะได้รู้ว่าทั้งสองฝั่งมองกันยังไง”
ป้าแสงพยักหน้า
“แต่จำไว้อย่างนึงนะหลาน—เวลาฟังเขาคุยกัน ไม่ต้องรีบเชื่อใครก่อน หูเธอมีสองข้าง ฟังให้ครบก่อนแล้วค่อยคิดเอง”
“ได้ครับป้า” ภาคินรับคำ
ตอนนี้ผมก็ยังไม่มั่นใจเลยว่าควรเชื่อฟ้าด้านไหนก่อนดี…
ช่วงสาย แดดเริ่มแรง
ภาคินย้ายตัวเองไปนั่งใต้ร่มไม้ข้างบ้านป้าแสง
ในมือคือซองเอกสารของพ่อที่เขายังอ่านค้าง
เขานั่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ออกมา
สัญญาณมี ๆ หาย ๆ แต่พอใช้ได้
ภาคิน: เฮ้ บัว ตื่นยัง
บัว: (ส่งสติ๊กเกอร์นอนแผ่) ทำไม
ภาคิน: ถ้าฉันบอกว่า ฉันกำลังจะเอารายงานของพ่อให้คนเฝ้าดาวอ่าน แกคิดว่าไง
บัว: ถ้าเป็นนิยายฉันจะคอมเมนต์ว่า “เออ ดี เอาเลยลูก แบ่งภาระกรรมให้เขาด้วย”
ภาคิน: …ขอบคุณสำหรับมุมมองแบบคนอ่าน
บัว: แกไม่ได้อยู่ที่นั่นคนเดียวนี่ มีคนเข้าใจภาษาเขามากกว่าแกนี่นา ให้เขาอ่านสิ ดีออก
บัว: แต่ก่อนให้เขาอ่าน ตอบฉันอย่างหนึ่ง
ภาคิน: ว่า
บัว: แกไว้ใจเขาไหม
คำถามจิ้มตรงประเด็นเกินไป
ภาคินมองตัวหนังสือบนหน้าจอ แล้วเหลือบมองแฟ้มในมือ
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพิมพ์ตอบ
ภาคิน: ถ้าไม่ไว้ใจ ฉันคงไม่ยอมให้เขาพาขึ้นเขาตอนกลางคืนหรอก
บัว: งั้นก็พอแล้ว
บัว: ในโลกนี้ มีคนไม่กี่คนหรอกที่เรายอมให้พาไปในที่ที่มองไม่เห็นพื้น
สัญญาณเริ่มแกว่งอีกครั้ง
ข้อความสุดท้ายที่เด้งมาเป็นสติ๊กเกอร์รูปตัวการ์ตูนถือป้าย “เชื่อใจแล้วก็อย่าหายไปนะ”
ค่ะคุณบรรณาธิการหัวใจ…
ภาคินเก็บโทรศัพท์ลง หายใจลึก
ตกลง…ลองดู
“คุณจะให้ผมอ่าน?”
เสียงดาบอดังขึ้นจากอีกฝั่งของต้นไม้
เขาหันไปก็เห็นอีกฝ่ายยืนพิงต้นไม้ใหญ่เหมือนเพิ่งมาได้ไม่นาน แต่คงยืนดูอยู่นานพอสมควร
“คุณเดินเข้ามาแบบนี้บ่อย ๆ นี่ป้าจ้างเป็นผีเฝ้าบ้านใช่ไหมครับ” ภาคินแกล้งบ่น
“ผมไม่ได้ยินเสียงเท้าเลยนะ”
“คุณอ่านหนังสือเสียงดังอยู่” ดาบอตอบเรียบ ๆ
“ผมเลยไม่อยากขัดจังหวะ”
ภาคินก้มมองแฟ้มในมือตัวเอง
“จริง ๆ ก็กำลังคิดอยู่พอดีว่า…จะให้คุณช่วยดูไหม”
ดาบอเดินเข้ามานั่งบนม้าหินอีกฝั่ง ห่างกันระยะหนึ่งพอให้วางแฟ้มไว้ตรงกลางได้พอดี
“ถ้าคุณไม่แน่ใจ” ดาบอว่า
“คุณไม่จำเป็นต้องให้ผมอ่านก็ได้”
“แต่ถ้าผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมก็คงไม่ชวนคุณขึ้นเขาตั้งแต่แรกเหมือนกัน” ภาคินตอบ
“ผมเลยเลือกโหมดกลาง ๆ คือ ให้คุณอ่าน…แต่ช่วยอธิบายให้ผมฟังด้วย”
แววตาดาบออ่อนลงนิดหนึ่ง
“ตกลง” เขาพยักหน้า
“ผมจะอ่านในฐานะ…คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของกระดาษพวกนี้”
“ฟังดูเท่มากครับ ‘คนอ่านจากอีกด้านของรายงาน’”
ดาบอรับแฟ้มมา เปิดดูอย่างระมัดระวัง
กระดาษเก่า ๆ ถูกพลิกทีละหน้าอย่างช้า แต่สายตาเขากวาดเร็วอย่างคนคุ้นกับตัวอักษร
ภาคินนั่งมอง มือเผลอกำชายกางเกงตัวเองแน่น
ทั้งกังวลว่าอีกฝ่ายจะเจออะไร ทั้งกลัวว่า…จะไม่เจออะไรเลย
“ภาษาในส่วนนี้…” ดาบอชี้บรรทัดหนึ่ง
“เป็นคำเรียกของคนบนเขาจริง แต่การแปลต่อท้ายผิดไปหนึ่งคำ”
ภาคินขยับเข้าไปใกล้
ริมไหล่เขาแทบแตะต้นแขนอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
“ตรงไหนครับ”
“ตรงคำว่า ‘ดาวตกลงมา’ ” ดาบอแตะปลายปากกาลงไป
“ต้นฉบับที่เขาอ้างอิงมาน่าจะใช้โครงสร้างแบบอื่น จริง ๆ ถ้าแปลตามนั้นจะได้ความหมายว่า ‘เราเดินลงไปหาดาว’ มากกว่า”
ภาคินหัวเราะเบา ๆ ขื่น ๆ
“พ่อผมเองก็เขียนถึงความต่างตรงนี้เหมือนกัน เขาบอกว่ามันคือความต่างระหว่าง ‘ถูกเลือก’ กับ ‘ไปรบกวน’ ”
“แต่จากที่ผมอ่าน…” ดาบอเลื่อนสายตาไปหน้าถัดไป
“เขาดูเหมือนคนที่อยากพิสูจน์ว่าตัวเอง ‘ถูกเลือก’ มากกว่าอยากยอมรับว่าตัวเองเป็นฝ่ายเดินเข้าไป”
ประโยคนั้นฟังดูเหมือนการด่า
แต่ในน้ำเสียงกลับมีทั้งความเข้าใจและ…เศร้านิด ๆ
“คุณโกรธเขาไหม” ภาคินถามเบา ๆ
“ผมไม่รู้จักเขาดีพอที่จะโกรธ” ดาบอส่ายหน้า
“แต่ผมโกรธคนรุ่นก่อนบางคน…ที่เอาคนอย่างเขามาเป็นตัวอย่างในการพิสูจน์ศรัทธาของตัวเอง
แล้วสุดท้ายก็ปล่อยให้คนที่บ้านเขาต้องอยู่กับคำว่า ‘หายไป’ แทนที่จะเป็นคำว่า ‘กลับมาเล่าให้ฟัง’ ”
หัวใจภาคินสะดุ้ง
เขารู้สึกเหมือนมีใครพูดแทนแม่โดยไม่รู้ตัว
“แล้ว…ในหมู่คนบนเขา เขาพูดถึงพ่อผมยังไงบ้างครับ”
ดาบอพลิกหน้าไปอีก
หยุดตรงหน้าที่มีบันทึกเป็นภาษาแปลก ๆ กับลายมือไทยของพ่อจดกำกับ
“บางคนเรียกเขาว่า ‘คนแปลดาวผิดด้าน’ ” ดาบอตอบ
“บางคนเรียกเขาว่า ‘คนที่ลงไปไกลกว่าที่ตกลงกันไว้’ ”
“ตกลงกันไว้?”
“การลงไปใกล้ ‘ท้องฟ้าใต้ดิน’ ตามความเชื่อเขา ต้องมีเงื่อนไข” ดาบออธิบาย
“คนบนเขาเชื่อว่า ต้องมีคนขึ้นไป และต้องมีคนยืนอยู่ข้างบนคอยดึงกลับ
ถ้าคนบนกลับไม่พอ หรือคนลงไปดื้อเกินไป…เชือกมันก็ขาดง่าย”
ภาพแม่ของดาบอที่ดึงลูกชายกลับมาจากขอบเมื่อครั้งยังเด็ก ลอยขึ้นมาในหัวภาคินทันที
พร้อมกับคำถามที่ไม่กล้าพูดดัง ๆ ว่า
แล้วตอนพ่อผมลงไป…ใครยืนอยู่ข้างบนให้กันแน่ หรือว่าไม่มีเลย
เพื่อไม่ให้ตัวเองจม เขาแทรกอีกคำถาม
“แล้วคุณล่ะครับ”
“อะไร”
“อ่านรายงานนี้แล้ว…คุณเชื่อว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่”
ดาบอเงียบไปนานกว่าทุกที
เขาปิดแฟ้มลง วางบนตักอย่างระมัดระวัง
ดวงตาเขาไม่ได้มองกระดาษ แต่มองอะไรบางอย่างไกลกว่านั้น
“ถ้าพูดแบบคนข้างล่าง…” เขาเริ่ม
“เขาคง…ตายบนเขา”
คำว่า “ตาย” หล่นลงมาอย่างหนัก
เสียงแมลงเงียบไปชั่วขณะในหูภาคิน
“แต่ถ้าพูดแบบคนบนเขา” ดาบอพูดต่อ
“เขาอาจ ‘ข้ามไปอยู่บ้านอีกด้าน’ แบบที่ผมบอกเมื่อคืนก็ได้”
“แล้วคุณเชื่อแบบไหนมากกว่ากัน” ภาคินถามเสียงแผ่ว
“ผมไม่อยากให้คุณเลือกเชื่อคำไหนแบบตัดอีกคำทิ้ง” ดาบอตอบ
“แต่ถ้าอยากรู้ให้ชัดกว่านี้…ผมว่าคุณคงต้องลงไปใกล้กว่าแค่ลานหิน”
“ลงไป…ที่ไหนครับ”
ดาบอมองเขานิ่ง ๆ
“คุณเคยได้ยินคำว่า ‘คืนท้องฟ้าใต้ดิน’ ในรายงานไหม”
ภาคินสะดุ้งเฮือก
เขาพลิกแฟ้มอย่างลน ๆ จนกระดาษแทบปลิว
หยุดตรงหน้าที่มีตัวหนังสือของพ่อขีดเส้นใต้ไว้
“มีการกล่าวถึงพิธีที่เรียกว่า ‘คืนท้องฟ้าใต้ดิน’
ว่ากันว่าเป็นการเปิดทางชั่วคราวระหว่างหมู่บ้านบนดินกับ ‘หมู่บ้านกลับด้าน’
ข้อมูลปะปนไปด้วยความเชื่อและการอธิบายเชิงสัญลักษณ์ ยังไม่อาจสรุปได้ชัด…”
ตรงขอบกระดาษ มีลายมือไทยอีกชุดหนึ่งที่ไม่ใช่ของพ่อ
บางกว่า เรียบกว่า เหมือนคนขีดทีหลัง
ภาคินเพิ่งสังเกตเห็นวันนี้เอง
เขาขมวดคิ้ว ก้มลงอ่านทีละคำ
“ถ้าแกได้อ่านตรงนี้ แสดงว่าแกมาถึงห้วยศิลาแล้วจริง ๆ”
“อย่าเพิ่งลองทำสิ่งที่ฉันพลาดด้วยตัวเอง”
“รอให้ ‘คืนที่ดาวหายหนึ่งดวง’ ผ่านไปก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ”
ลายมือ…เป็นของพ่อเขาแน่นอน
แต่ดูเหมือนเขียนด้วยอารมณ์แบบคนคนละช่วงจากตัวรายงาน
“ผม…” เสียงภาคินสั่น “ไม่เคยเห็นบรรทัดนี้มาก่อนเลย”
“อาจเป็นส่วนที่เขากลับมาเขียนเพิ่มทีหลัง” ดาบอว่า
“ตอนที่รู้ตัวว่าเดินผิดด้านไปแล้ว”
คำว่า ตอนที่รู้ตัวว่าพลาด
ตีขึ้นมาตรงหน้าเหมือนหมึกซึมในกระดาษ
“ ‘คืนที่ดาวหายหนึ่งดวง’ นี่คืออะไรครับ” ภาคินถามแทบจะทันที
“หมายถึงคืนไหน…”
ดาบอรับแฟ้มมาดูใกล้ ๆ
มองข้อความนั้นด้วยสายตาเคร่งขรึมผิดปกติ
เขาหยิบโทรศัพท์ปุ่มกดเก่า ๆ จากกระเป๋ากางเกงออกมา
กดอะไรบางอย่างอย่างช้า ๆ – ดูเวลา ดูวันที่
“ถ้าพ่อคุณยังใช้ปฏิทินดวงดาวชุดเดิมที่คนบนเขาใช้…” เขาคำนวณในหัว
“แล้วถ้าเขาเขียนตรงนี้ก่อนจะหายไปไม่นาน…”
เขาเงยหน้าขึ้นมามองภาคิน
ในแววตานั้นมีทั้งความตกใจและความตัดสินใจบางอย่างซ้อนทับกันอยู่
“อะไรครับ” ภาคินใจเต้นแรง
“อย่าบอกนะว่า—”
“อีกสามคืนข้างหน้า” ดาบอพูดชัด ๆ
“จะมี ‘คืนที่ดาวหายหนึ่งดวง’ ตามแบบที่คนบนเขาใช้เรียก”
เลือดในกายภาคินเย็นวาบ
สามคืน…แปลว่าเร็วเกินกว่าที่หัวใจจะเตรียมตัวทัน
“ทุกครั้งที่เกิดคืนแบบนั้น” ดาบอพูดต่อ
“คนบนเขาเชื่อว่าประตูระหว่างหมู่บ้านทั้งสองด้าน ‘เปิด’ ได้ง่ายกว่าปกติ
ทั้งคนที่อยู่ด้านนี้จะมองเห็นอีกด้านง่ายขึ้น…
และคนที่อยู่อีกด้าน ก็ ‘เรียก’ คนด้านนี้ได้แรงขึ้น”
“แล้วพ่อผม…” ภาคินมองบรรทัดลายมือของพ่อ
“เขาเขียนเตือนไว้แบบนี้…เพราะเขารู้ว่าจะเกิดอะไร”
“หรือเคยเกิดกับเขาแล้วครั้งหนึ่ง” ดาบอสมทบ
“แล้วเขาไม่อยากให้คุณ—” เขาเงียบไป ไม่พูดต่อ
ภาคินเงียบเช่นกัน
เสียงหัวใจตัวเองดังแข่งกับเสียงจิ้งหรีด
ถ้าเป็นตอนอยู่ในห้องสมุด เขาคงจดบันทึกลงกระดาษว่า
“ตัวแปรสำคัญ: ‘คืนดาวหายหนึ่งดวง’ – ความเสี่ยงเชิงพิธีกรรมสูงมาก”
แต่ตอนนี้ ตัวแปรไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษ
มันอยู่ตรงหน้า อยู่ในลายมือของพ่อ
อยู่ในสายตาของคนตรงหน้าเขาที่ทั้งห่วง ทั้งลังเลว่าจะยอมให้เขาเข้าใกล้แค่ไหน
“ผมต้องเลือกใช่ไหมครับ” เขาพูดเบา ๆ
“ระหว่างเชื่อคำเตือนของพ่อ แล้วถอย…
กับเชื่อว่าการไปดูด้วยตัวเองอาจเป็นโอกาสเดียวที่จะรู้ว่าเขาอยู่ไหน”
“ผมจะไม่ตอบแทนคุณเรื่องนี้” ดาบอส่ายหน้า
“เพราะคนที่ต้องรับผล ไม่ใช่ผม”
“แต่คุณก็พูดเองนี่ครับ…” ภาคินมองสบตาอีกฝ่าย
“ว่าสัญญากันไว้แล้วว่า คุณจะไม่ปล่อยให้ผมหายไปง่าย ๆ”
ดาบอเงียบ
นิ้วมือที่วางบนแฟ้มแน่นขึ้นนิดหนึ่ง
“ถ้าคุณเลือกจะไป…” เขาพูดช้า ๆ
“ผมก็ต้องไปด้วยอยู่แล้ว”
ประโยคนั้นเหมือนคำวินิจฉัยของทั้งสองด้านฟ้า
คำว่า ผมก็ต้องไปด้วย วิ่งวนในหัวภาคินไม่หยุด
“งั้น…” เขาสูดหายใจลึก
ไม่รู้ว่าเป็นความกล้า หรือความดื้อของคนที่เติบโตมากับคำถามในหัวทั้งชีวิต
แต่คำตอบก็หลุดปากออกมาก่อนที่ส่วนที่กลัวจะได้ค้าน
“อีกสามคืนข้างหน้า” ภาคินพูด
“ช่วยพาผมไปตรงที่พ่อผมเคยไปถึงทีได้ไหมครับ”
ลมที่พัดผ่านต้นไม้หยุดชะงักเหมือนตกใจไปด้วย一วูบ
ดาบอมองเขาเนิ่นนาน จนภาคินเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองพูดอะไรโง่ ๆ ออกไปหรือเปล่า
“คุณแน่ใจเหรอ” เสียงเขาเบาลง
“นี่ไม่ใช่แค่การขึ้นลานหินเฉย ๆ”
“ผมไม่แน่ใจหรอกครับ” ภาคินยอมรับ
“แต่ที่ผมแน่ใจคือ…ถ้าผมไม่ลองครั้งนี้ ผมคงจะถามตัวเองไปอีกหลายปีว่า ‘จะเกิดอะไรขึ้นถ้าตอนนั้นกล้ากว่านี้’ ”
ดวงตาของดาบอสั่นไหวเพียงนิดเดียว
ก่อนจะนิ่งกลับมาเหมือนเดิม
“ก็ได้” เขาพูดในที่สุด
“อีกสามคืน—คืนที่ดาวหายหนึ่งดวง ผมจะพาคุณไปยังที่ที่เขาเรียกว่า ‘ทางลง’ ”
เขาเว้นจังหวะ แล้วเติมอีกประโยค
“แต่ตั้งแต่ตอนนี้จนถึงวันนั้น”
น้ำเสียงกลับมาแน่นจริงจัง
“คุณต้องสัญญาหนึ่งอย่างกับผม”
“อะไรครับ”
“คุณจะไม่ลงไปเองก่อนเวลา” ดาบอมองตรง
“ไม่เดินข้ามเส้น ไม่ไปตรงไหนบนเขาโดยไม่มีผมอยู่ด้วย
ไม่ว่าจะมีใคร—หรือ ‘อะไร’—เรียกคุณสักแค่ไหนก็ตาม”
คำว่า หรืออะไร ทำให้สันหลังเย็นวาบ
แต่ภาคินยังพยักหน้า
“ผมสัญญา” เขาพูดชัด ๆ
“ผมจะไม่ลงไปคนเดียว”
ดาบอมองหน้าเขาอีกครั้ง เหมือนกำลังประเมินความหนักแน่นของคำพูด
ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“งั้นเรามีเวลาอีกสามวัน” เขาว่า
“สามวันสำหรับเตรียมตัว…ทั้งในหัว และในใจ”
“คุณจะสอนผมอะไรบ้างในสามวันนี้ครับ” ภาคินพยายามผ่อนบรรยากาศ
“บทเรียน ‘เดินไปริมขอบโดยไม่ตก’ แบบเร่งรัด?”
“ก็ประมาณนั้น” มุมปากดาบอยกขึ้นนิดหนึ่ง
“เริ่มจากบทที่หนึ่ง—เรียนรู้ว่าคนที่มองดาวจากด้านล่างก็เจ็บได้เหมือนคนบนเขา”
“โห ฟังดูเป็นคอร์สแพงครับ” ภาคินหัวเราะ
“แต่ผมคิดค่าธรรมเนียมตรวจข้อสอบแพงกว่าแน่นอน”
“ผมจะคิดค่าติวคืนตอนคุณเขียนนิยายจบแล้วกัน” ดาบอตอบ
“ขอสิทธิ์เป็นคนอ่านก่อนใคร”
“ตกลงครับ”
ภาคินยิ้มออกมาจริง ๆ ในที่สุด
ทั้งที่หัวใจยังเต้นรัวกับคำว่า คืนที่ดาวหายหนึ่งดวง
แต่ระหว่างความกลัวกับความอยากรู้
ตอนนี้มีอีกอย่างหนึ่งเพิ่มเข้ามาคั่นอยู่ตรงกลาง
คือ ความรู้สึกว่า ครั้งนี้…เขาจะไม่ได้เดินไปถึงขอบฟ้าอยู่คนเดียว
และนั่นอาจเป็นตัวแปรเดียว
ที่พ่อเขาไม่เคยมีตอนเลือกแปลท้องฟ้าผิดด้านในครั้งนั้น…




