หนึ่งเดือนผ่านไป…
บรรยากาศในสนามกีฬากลางมหาวิทยาลัยวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ ธงทิวหลากสีปลิวไสว เสียงกลองเชียร์ดังกระหึ่ม การแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยรอบชิงชนะเลิศรายการวิ่ง 100 เมตรชายกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
ผมยืนวอร์มร่างกายอยู่ข้างลู่วิ่ง พยายามปรับลมหายใจเข้าออกให้ลึกที่สุด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิมคือ… วันนี้ผมไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยว
“ยืดขาดีๆ อย่าให้ตะคริวกินนะเว้ย วันนี้กูลงทุนซื้อกล้องเลนส์ซูมมาถ่ายมึงโดยเฉพาะ!” ไอ้แซม ตะโกนมาจากขอบสนาม มันใส่เสื้อสกรีนคำว่า ‘FC ดีน ขาแรง’ (ที่ทำเองแบบหยาบๆ)
ถัดไปไม่ไกล… โค้ชวิน ยืนกอดอกมองผมอยู่ วันนี้โค้ชดูแปลกตาไปมาก หนวดเคราเฟิ้มถูกโกนจนเกลี้ยงเกลา เผยให้เห็นใบหน้าที่ดูหนุ่มขึ้นหลายปี และที่สำคัญ… ข้างกายโค้ชมีชายร่างท้วมในชุดสปอร์ตแวร์สีสดใสนั่งอยู่บนม้านั่งสำรอง
พี่แทน (อดีตลุงหมู) ส่งยิ้มกว้างให้ผม ในมือถือขวดน้ำเกลือแร่เตรียมไว้ให้โค้ช ไม่มีใครจำพี่แทนได้ในฐานะ “เดือนคณะผู้หายสาบสูญ” อีกต่อไป ทุกคนรู้จักเขาในฐานะ “ผู้ช่วยโค้ชคนใหม่” ที่ใจดีและทำอาหารอร่อยที่สุดในโลก… และดูเหมือนพี่แทนจะมีความสุขกับตัวตนนี้มากกว่าตอนเป็นเดือนคณะเสียอีก
“พร้อมไหมดีน?” โค้ชวินเดินเข้ามาตบไหล่ผม “วันนี้ไม่ต้องวิ่งเพื่อใคร ไม่ต้องวิ่งหนีอะไร… วิ่งเพื่อตัวเอง ทำให้เต็มที่”
“ครับโค้ช” ผมรับคำหนักแน่น
เสียงประกาศจากสนามดังขึ้น “ขอให้นักกีฬาวิ่ง 100 เมตรชาย รายงานตัวที่จุดปล่อยตัวครับ”
ผมเดินเข้าประจำลู่วิ่ง… ลู่วิ่งที่ 4 ลู่วิ่งที่เคยเป็นตำนานอาถรรพ์ วันนี้มันเป็นเพียงพื้นยางสังเคราะห์ธรรมดาที่รอให้ผมเหยียบย่ำเพื่อพุ่งทะยาน
ผมมองไปที่เส้นชัย… ตรงนั้น ท่ามกลางฝูงชนบนอัฒจันทร์ VIP มีร่มคันใหญ่กางเด่นหรา ใต้ร่มคันนั้น เจ๊จีน่า กำลังพัดวีอย่างบ้าคลั่ง และข้างๆ เจ๊…
คิริน วันนี้เขาไม่ได้ใส่หน้ากาก ไม่ได้ใส่หมวกปิดบังใบหน้า เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบง่าย (สไตล์มูจิที่เขาชอบ) นั่งยิ้มแฉ่งมองมาที่ผมอย่างเปิดเผย ในมือเขาชูป้ายไฟเล็กๆ ที่เขียนข้อความสั้นๆ ว่า: “My Runner”
เสียงซุบซิบดังฮือฮาไปทั่วสนามเมื่อคนเริ่มเห็นว่าเดือนมหาลัยมาเชียร์ใคร แต่คิรินไม่สนใจ เขาสบตาผม แล้วขยับปากบอกว่า ‘สู้ๆ’
หัวใจผมพองโต ความกดดันทั้งหมดกลายเป็นพลังงานเชื้อเพลิง
“เข้าที่…”
ผมก้มลงวางมือบนเส้นสตาร์ท สมาธิจดจ่ออยู่ที่เป้าหมายข้างหน้า โลกทั้งใบเงียบเสียงลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจและเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะกลองรบ
“ระวัง…”
ก้นกระดกขึ้น กล้ามเนื้อขาเกร็งตัวพร้อมระเบิดพลัง
ปัง!!
สิ้นเสียงปืน ผมดีดตัวออกจากบล็อกสตาร์ทเหมือนลูกธนูหลุดจากคัน ลมปะทะใบหน้า เสียงเชียร์กระหึ่มก้อง แต่ผมไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากเสียงฝีเท้าตัวเอง ตึก ตึก ตึก ตึก!
30 เมตร… ผมเร่งความเร็วตีคู่กับตัวเต็งจากคณะวิศวะ 60 เมตร… ความล้าเริ่มถามหา แต่ภาพรอยยิ้มของคิรินที่ปลายทางดึงให้ผมก้าวต่อไป 80 เมตร… ผมกัดฟัน สับขาด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่
เส้นชัยอยู่ตรงหน้า!
ผมพุ่งตัวผ่านเส้นชัย ตัดเชือกด้วยหน้าอก!
เฮ้!!!!!!
เสียงเฮดังสนั่นหวั่นไหว ผมวิ่งเลยไปอีกหลายเมตรก่อนจะค่อยๆ ชะลอความเร็วลง หอบหายใจจนตัวโยน ผมหันกลับไปมองที่บอร์ดคะแนน…
อันดับ 1 : ดีน (คณะวิทย์-กีฬา) – 10.45 วินาที (New Record!)
ผมทำได้… ผมทำลายสถิติ!
ความดีใจแล่นพล่าน แต่ยังไม่ทันที่ผมจะชูมือดีใจ ร่างสูงโปร่งของใครบางคนก็กระโดดข้ามรั้วกั้นสนามลงมา!
“เฮ้ย! คิริน! ลงไปไม่ได้นะลูก!” เสียงเจ๊จีน่ากรีดร้องไล่หลัง
แต่คิรินไม่สนกฎเกณฑ์อะไรอีกแล้ว เขาวิ่งฝ่าเจ้าหน้าที่สนามตรงดิ่งมาหาผม วินาทีนั้น ผมลืมความเหนื่อย ลืมเหงื่อที่ท่วมตัว ลืมสายตาคนทั้งมหาลัย ผมอ้าแขนรับแรงกระแทกจากเดือนมหาลัยที่พุ่งเข้ามากอดผมเต็มรัก!
“ทำได้แล้ว! นายทำได้แล้ว!” คิรินตะโกนข้างหูผม เสียงเขาสั่นเครือด้วยความดีใจ
“บอกแล้วไงว่าผมเก่ง” ผมหัวเราะ กอดตอบเขาแน่นโดยไม่แคร์กล้องนับร้อยตัวที่กำลังรัวชัตเตอร์
“นี่…” คิรินผละหน้าออกมาเล็กน้อย สบตาผมในระยะประชิด “จำตำนานใหม่ที่เราคุยกันได้ไหม?”
“หือ?”
“ที่บอกว่า… ถ้านักวิ่งกับเดือนคณะ…”
คิรินไม่พูดต่อ แต่เขายิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วโน้มหน้าลงมาประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากที่ชุ่มเหงื่อของผมท่ามกลางสนามแข่ง เสียงกรี๊ดในสนามดังถล่มทลายยิ่งกว่าตอนเข้าเส้นชัยเสียอีก เจ๊จีน่าเป็นลมล้มพับไปแล้ว (โดยมีไอ้แซมช่วยรับไว้… แบบทุลักทุเล)
“จองแล้วนะ” คิรินกระซิบยิ้มๆ “เหรียญทองเป็นของนาย… แต่เจ้าของเหรียญทองเป็นของผม”
ผมยิ้มกว้างที่สุดในชีวิต “ครับ… ยอมแพ้ราบคาบเลยครับคุณดวงจันทร์”
บทส่งท้าย (Epilogue) : ฤดูที่ฝนไม่ตกในใจอีกต่อไป
1 ปีต่อมา…
“คัท! ผ่านครับ! เลิกกองได้!”
เสียงผู้กำกับตะโกนสั่ง ผมรีบเดินถือแก้วน้ำเย็นเจี๊ยบเข้าไปหา ‘พระเอก’ ของงานที่กำลังนั่งซับหน้าอยู่ คิรินรับน้ำไปดูดจ๊วบใหญ่ วันนี้เขามาถ่ายแบบโฆษณาครีมกันแดดที่สตูดิโอ
“เหนื่อยไหม?” ผมถาม พลางหยิบกระดาษทิชชูช่วยซับเหงื่อที่คอให้
“เหนื่อย… อยากกลับไปนอนกอดหมอนข้าง (ที่มีชีวิต) ที่ห้องแล้ว” คิรินอ้อนเสียงงุ้งงิ้ง “เย็นนี้อยากกินฝีมือพี่แทนอ่า โทรบอกโค้ชวินให้หน่อยสิว่าเราจะไปบุกบ้าน”
“โทรแล้วครับ พี่แทนบอกว่าทำแกงเขียวหวานรอแล้ว”
ชีวิตหลังจากวันนั้นเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ข่าวผมกับคิรินเป็นกระแสอยู่พักใหญ่ แต่ด้วยความที่ยุคสมัยเปลี่ยนไป บวกกับการจัดการ (และด่ากราด) ของเจ๊จีน่า ทำให้กระแสแอนตี้เงียบลง และกลายเป็นกระแสจิ้นแทน
ตอนนี้ผมเรียนจบแล้ว และกำลังเก็บตัวฝึกซ้อมทีมชาติ โดยมีโค้ชวินดูแลเข้มข้นเหมือนเดิม ส่วนคิรินก็ยังคงเป็นเดือนผู้โด่งดัง แต่เขากล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น รับงานที่ชอบ ปฏิเสธงานที่ใช่ และไม่อายที่จะเดินจับมือผมกินลูกชิ้นปิ้งหน้าปากซอย
ส่วนตำนานผีพี่แทน… ตอนนี้กลายเป็นเรื่องตลกประจำวงเหล้าของรุ่นพี่ ที่เล่ากันว่า “ผีพี่แทนไม่ได้หายไปไหน แต่แปลงร่างเป็นเชฟกระทะเหล็กอยู่ที่บ้านโค้ชวิน”
“ไปกันเถอะ” คิรินลุกขึ้น คว้ามือผมไปจับไว้ “หิวแล้ว”
เราเดินออกจากสตูดิโอไปด้วยกัน แสงแดดยามเย็นทอดยาวลงมา ผมมองแผ่นหลังของคนข้างๆ แล้วนึกถึงวันแรกที่เจอกันข้างกองเบาะกระโดดสูง
ขอบคุณที่คืนนั้นผมตัดสินใจ ‘ฟาวล์’ หยุดวิ่งเพื่อคุยกับเขา เพราะมันทำให้ผมรู้ว่า… เส้นชัยที่สวยงามที่สุด ไม่ใช่เส้นแถบสีขาวในสนามแข่ง แต่มันคือการที่มีใครสักคน วิ่งเคียงข้างเราไปตลอดชีวิตต่างหาก
– จบบริบูรณ์ –




