เสียงรองเท้าตะปูบดขยี้ลงบนพื้นยางสังเคราะห์สีส้มอิฐดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ… ตึก… ตึก… ตึก…
ท่ามกลางความเงียบสงัดของมหาวิทยาลัยในเวลาห้าทุ่มกว่า เสียงลมหายใจหอบถี่ของผมดูจะดังก้องกว่าปกติ ผมชื่อ ‘ดีน’ นักศึกษาปี 3 คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา และเจ้าของฉายา ‘หุ่นยนต์วิ่ง’ ที่เพื่อนๆ ในชมรมตั้งให้
ไม่ใช่เพราะผมเก่งเหมือนเครื่องจักร แต่เพราะผมไม่ค่อยพูด และดูเหมือนจะตั้งโปรแกรมชีวิตไว้แค่ ตื่น-เรียน-ซ้อม-นอน วนเวียนอยู่แค่นี้
คืนนี้อากาศอ้าวผิดปกติ กลิ่นไอดินลอยคลุ้งขึ้นมาจากพื้นหญ้ากลางสนาม เป็นสัญญาณเตือนว่าฝนอาจจะตกในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า แสงไฟสปอตไลต์รอบสนามดับไปนานแล้ว เหลือเพียงแสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องลงมากระทบเลนวิ่ง ทำให้เห็นฝุ่นละอองเล็กๆ ลอยคว้างอยู่ในอากาศ
ผมหยุดวิ่งที่ระยะ 100 เมตรพอดี ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลซึมเข้าตา พลางเงยหน้ามองไปยังอัฒจันทร์ฝั่งทิศตะวันตกซึ่งมักจะเป็นมุมที่มืดที่สุด
กึก…
เสียงเหมือนกระป๋องน้ำอัดลมกลิ้งกระทบพื้นปูนดังมาจากหลังสแตนด์เชียร์
ผมชะงัก ประสาทสัมผัสตื่นตัวทันที ขนอ่อนที่ท้ายทอยลุกชันขึ้นมาโดยอัตโนมัติ… ไม่ใช่เพราะความกลัวผี แม้รุ่นพี่ในชมรมจะชอบเล่าเรื่อง ‘เงาปริศนาบนลู่วิ่งที่ 4’ กรอกหูผมอยู่ทุกวันก็ตาม แต่ที่ผมระแวงคือพวกยามกะดึกที่อาจจะมาไล่ตะเพิดผมข้อหาบุกรุกสถานที่ยามวิกาลมากกว่า
ผมกลั้นหายใจ ค่อยๆ เดินย่องเข้าไปใกล้จุดกำเนิดเสียง
หลังกองเบาะรองกระโดดสูงเก่าๆ ที่ถูกวางทิ้งไว้มุมอับสายตา มีเงาตะคุ่มของใครบางคนกำลังนั่งกอดเข่าพิงกำแพงอยู่
“เฮ้ย! ใครน่ะ?” ผมส่งเสียงทักออกไป พร้อมเตรียมตัววิ่งหนีถ้านั่นเป็นยาม
เงานั้นสะดุ้งโหยงจนตัวลอย ก่อนจะหันขวับมามองผมด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
แสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องลมส่องกระทบใบหน้านั้นพอดี…
วินาทีนั้น เหมือนโลกหมุนช้าลงไปชั่วขณะ
คนตรงหน้าไม่ใช่ยาม และดูเหมือนจะไม่ใช่ผี… เขาเป็นผู้ชายผิวขาวจัด สวมเสื้อเชิ้ตนักศึกษาไซส์ใหญ่กว่าตัวเล็กน้อยที่หลุดลุ่ยออกมานอกกางเกง ผมสีน้ำตาลเข้มดูยุ่งเหยิงเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือใบหน้าที่ดู ‘แพง’ ระยับราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น
คิ้วเข้ม จมูกโด่งรั้น และริมฝีปากที่กำลังเม้มแน่นด้วยความตกใจ
ผมจำหน้านี้ได้… ใครบ้างในมหาลัยนี้จะจำไม่ได้
‘คิริน’ เดือนมหาวิทยาลัยปีปัจจุบัน จากคณะสถาปัตย์ฯ
“ช…ชู่ว!” คนตรงหน้ายกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก ดวงตากลมโตมองซ้ายมองขวาอย่างเลิ่กลั่ก “อย่าเสียงดังสิครับ เดี๋ยวพวกนั้นก็แห่กลับมาหรอก”
“พวกนั้น?” ผมทวนคำ งงเป็นไก่ตาแตก “หมายถึงยามเหรอ?”
“ยามเยิมอะไรล่ะ แฟนคลับต่างหาก!” คิรินกระซิบเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตามมานอกจากผม เขาเปลี่ยนท่าจากนั่งกอดเข่ามาเป็นเหยียดขาพิงกำแพงอย่างหมดมาด “นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว… วิ่งหนีตั้งแต่หน้าตึกคณะ ยันโรงยิม นี่ยังตามมาถึงสนามวิ่งอีก”
ผมยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก ภาพลักษณ์ของ ‘คุณชายคิริน’ ผู้แสนสุภาพและเพอร์เฟกต์ที่เห็นในเพจมหาวิทยาลัย กับผู้ชายสภาพมอมแมมที่กำลังนั่งบ่นพึมพำอยู่ตรงหน้าผม… มันดูไม่เข้ากันเลยสักนิด
“แล้ว… คุณมาทำอะไรตรงนี้?” ผมถาม พลางยื่นขวดน้ำเปล่าที่ยังไม่ได้เปิดในมือให้เขา เพราะเห็นเขากลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอหลายรอบแล้ว
คิรินมองขวดน้ำสลับกับหน้าผม นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรับไปเปิดดื่มอย่างกระหาย โดยไม่ถือตัวสักนิด
“หาที่นอน” เขาตอบสั้นๆ หลังดื่มน้ำไปเกือบครึ่งขวด “หอสมุดปิด แคนทีนคนเยอะ สตูดิโอก็มีแต่พวกปั่นโปรเจกต์… ผมแค่อยากหาที่เงียบๆ งีบสักสิบนาที ไม่คิดว่าจะเจอ…”
เขาหยุดพูด แล้วเงยหน้ามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาเขาไล่ลงมาที่เสื้อกล้ามกีฬาชุ่มเหงื่อของผม
“…เจอนักวิ่งบ้าพลังที่มาซ้อมตอนห้าทุ่ม”
“ผมชื่อดีน” ผมแนะนำตัวสั้นๆ รู้สึกประหม่าเล็กน้อยที่ถูกจ้อง
“รู้น่า ใครจะไม่รู้จัก ‘ดีน ขาแรง’ ตัวความหวังเหรียญทองของมหาลัย” คิรินยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นทำให้ใบหน้าที่ดูอิดโรยสว่างวาบขึ้นมาทันตาเห็น… รอยยิ้มแบบที่ทำให้คนมองตาพร่าได้ง่ายๆ “ขอบใจสำหรับน้ำนะดีน”
บรรยากาศรอบตัวเงียบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรและกลิ่นหอมจางๆ ของอะไรบางอย่าง… ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมฉุนกึก แต่เป็นกลิ่นสบู่เด็กอ่อนๆ ที่ลอยมาจากตัวคนตรงหน้า
“เป็นเดือนนี่… เหนื่อยขนาดต้องหนีมานอนข้างถังขยะเลยเหรอครับ?” ผมถามออกไปตรงๆ ตามประสาคนปากไว
คิรินชะงัก หันไปมองถังขยะใบเขียวที่ตั้งอยู่ข้างๆ เบาะรองกระโดด แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะเขาใสและดูเป็นธรรมชาติกว่าตอนอยู่บนเวทีประกวดมาก
“เหนื่อยสิ… เหนื่อยฉิบหายเลย” เขาหลุดคำหยาบออกมาหน้าตาเฉย ดวงตาที่เคยดูสดใสวูบไหวลงเล็กน้อย “ต้องยิ้มตลอดเวลา ต้องดูดีทุกองศา ห้ามเหนื่อย ห้ามหิว ห้ามง่วง… บางทีผมก็อยากเป็นแค่ไอ้คิรินธรรมดา ที่นอนน้ำลายยืดตรงไหนก็ได้”
เขากอดเข่าอีกครั้ง เงยหน้ามองดวงจันทร์กลมโตบนท้องฟ้า
“นายโชคดีจังนะดีน ที่ได้วิ่งไล่ตามสิ่งที่ตัวเองชอบ… ส่วนผม เหมือนต้องวิ่งหนีสิ่งที่คนอื่นยัดเยียดให้ตลอดเวลาเลย”
คำพูดนั้นลอยค้างอยู่ในอากาศ กระแทกใจผมอย่างจัง
ผมมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา แสงจันทร์อาบไล้สันกรามคมและแพขนตายาว จู่ๆ ความรู้สึกบางอย่างก็ก่อตัวขึ้นในอก… มันไม่ใช่ความตื่นเต้นแบบตอนแข่งวิ่ง แต่มันคือความสงบที่เจือไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ผมทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นยางสังเคราะห์ ห่างจากเขาออกมาเล็กน้อย เว้นระยะห่างพอให้ไม่อึดอัด
“งั้นก็นอนเถอะ” ผมบอก “เดี๋ยวผมเฝ้าให้”
คิรินหันมามองผมด้วยความประหลาดใจ “นายจะซ้อมต่อไม่ใช่เหรอ?”
“พักยกพอดี” ผมโกหกหน้าตาย ทั้งที่จริงๆ คือซ้อมเสร็จแล้ว “นอนซะ อีกสิบนาทีเดี๋ยวปลุก”
คิรินจ้องตาผมอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนกำลังประเมินความน่าไว้ใจ ก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา… เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ
“ขอบใจนะ… คุณหุ่นยนต์”
เขาขยับตัวหามุมสบาย พิงหัวกับเบาะรองกระโดด แล้วหลับตาลงเกือบจะทันที
ผมั่งมองเขาเงียบๆ ฟังเสียงลมหายใจที่เริ่มสม่ำเสมอของคนข้างๆ… ในวินาทีนั้น ผมยังไม่รู้หรอกว่า การ ‘ฟาวล์’ หยุดวิ่งเพื่อมานั่งเฝ้าใครบางคนในคืนนี้…
…จะเป็นจุดเริ่มต้นของการวิ่งมาราธอนที่ยาวนานและอันตรายที่สุดในชีวิตผม
และการแข่งขันครั้งนี้ เดิมพันด้วยหัวใจ… ไม่ใช่เหรียญทอง




