เช้าวันต่อมา บรรยากาศในมหาวิทยาลัยยังคงดำเนินไปตามปกติ แต่สำหรับผมและไอ้แซม ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
เราสองคนนั่งซุ่มอยู่ในโรงอาหารคณะสถาปัตย์ฯ (ถิ่นเก่าของพี่แทน) บนโต๊ะมีจานข้าวมันไก่ที่พร่องไปครึ่งหนึ่ง แซมใส่แว่นกันแดดสีดำและหมวกไหมพรม (ทั้งที่อากาศร้อน 35 องศา) เพื่อพรางตัว
“มึงจะใส่หมวกไหมพรมทำไมวะแซม คนเขามองทั้งโรงอาหารแล้ว” ผมกระซิบดุ
“นี่คือแฟชั่นสายลับเว้ย! แล้วมึงแน่ใจนะว่าทฤษฎีมึงถูก?” แซมกระซิบตอบพลางเคี้ยวแตงกวา “ลุงหมูเนี่ยนะคือพี่แทน? ลุงภารโรงพุงพลุ้ยที่ชอบเดินฮัมเพลงลูกทุ่งเนี่ยนะ?”
“มึงลองคิดดูดีๆ นะแซม” ผมเริ่มวิเคราะห์ด้วยเหตุผล “ทำไมไม่มีใครหาพี่แทนเจอตอนที่หายตัวไป? เพราะทุกคนมัวแต่มองหา ‘เดือนคณะผู้หล่อเหลา’ ไง ไม่มีใครสนใจมองคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างภารโรง… จิตวิทยาพื้นฐานเลย คนเรามักจะมองข้ามสิ่งที่คิดว่าไม่มีความสำคัญ”
“เออ… ก็มีเหตุผล”
“แล้วมึงจำได้ไหม ลุงหมูเริ่มมาทำงานที่นี่เมื่อไหร่?”
แซมนิ่งคิด “น่าจะ… สัก 4-5 ปีมั้ง? เออว่ะ! ไทม์ไลน์โคตรเป๊ะ!”
เป้าหมายของเราปรากฏตัวขึ้น ‘ลุงหมู’ เข็นรถทำความสะอาดเข้ามาในโรงอาหาร เขาดูเป็นคุณลุงใจดีรูปร่างท้วม สวมชุดยูนิฟอร์มสีฟ้าหม่นๆ และหมวกแก๊ปใบเก่าที่กดลงปิดบังครึ่งหน้าบนเสมอ ท่าทางเขาดูเชื่องช้า เดินลากขาเล็กน้อย
แต่สายตาผมที่ฝึกการสังเกตการเคลื่อนไหวมาจับจ้องอยู่ที่ ‘จังหวะ’ ถึงแม้เขาจะแกล้งเดินลากขา แต่ทุกครั้งที่เขาต้องหลบนักศึกษาที่วิ่งชน หรือตอนที่เอื้อมมือไปเก็บจาน จังหวะการทรงตัวของเขามั่นคงมาก… Core Body Balance ดีเยี่ยมเหมือนคนเคยเป็นนักกีฬาหรือนายแบบ ไม่ใช่คนอ้วนที่อุ้ยอ้าย
และจุดสังเกตที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นเมื่อเขายืนอยู่หน้าบอร์ดโชว์ผลงานโมเดลของนักศึกษาปี 1
โมเดลบ้านหลังหนึ่งมีเสาที่ติดกาวไม่แน่นและกำลังจะเอียงล้ม ลุงหมูมองซ้ายมองขวา พอเห็นว่าไม่มีใครมอง เขาใช้นิ้วชี้ดันเสานั้นกลับเข้าที่ แล้วล้วงเอาเศษไม้เล็กๆ จากกระเป๋าเสื้อมายัดหนุนฐานไว้อย่างชำนาญ องศาเป๊ะโดยไม่ต้องใช้ไม้บรรทัดวัด
“เชี่ย…” แซมร้องเสียงหลง “สกิลสถาปนิกชัดๆ!”
ผมรีบถ่ายคลิปช็อตนั้นไว้ทันที
…
ตกเย็น ผมนัดเจอคิรินที่ลานจอดรถชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าใกล้มหาลัย เพื่อความปลอดภัยและหลบสายตาคน คิรินนั่งอยู่ในรถยุโรปคันหรู ติดฟิล์มดำมืดสนิท ทันทีที่ผมขึ้นไปนั่งเบาะข้างคนขับ เขาก็ยื่นชานมไข่มุกให้ผมแก้วหนึ่ง
“หน้าเครียดเชียวคุณนักวิ่ง เจอผีเหรอ?” คิรินถามยิ้มๆ
“ยิ่งกว่าผีอีก” ผมเปิดคลิปในมือถือให้เขาดู พร้อมเล่าเรื่องที่เจอโค้ชวินกับลุงหมูเมื่อคืนให้ฟังจนหมดเปลือก
คิรินดูคลิปนั้นซ้ำไปซ้ำมา สีหน้าขี้เล่นหายไป กลายเป็นความเคร่งเครียด “ผมว่าแล้ว…” คิรินพึมพำ “สายตาลุงแก… วันนั้นที่ผมไปห้องทะเบียน ลุงแกเป็นคนเปิดประตูให้ผม สายตาที่แกมองผมมันเหมือนคนที่มีความเจ็บปวดลึกๆ แต่ก็มีความเอ็นดู… เหมือนพี่ชายมองน้องชาย”
“คุณคิดว่าทำไมเขาต้องขู่เรา?” ผมถาม
คิรินถอนหายใจ เอนหลังพิงเบาะ “เพราะเขากลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอยไงดีน… พี่แทนเคยเป็นจุดสูงสุดของคณะ แฟนเขาเป็นกัปตันชมรมวิ่ง คู่รักแห่งปี… แรงกดดันมันมหาศาลนะ พอวันหนึ่งที่พี่แทนป่วย หรือรูปร่างเปลี่ยนไป สังคมก็คงรุมประณาม เขาคงรับไม่ได้ และไม่อยากให้ผม หรือนาย ต้องมาเจอจุดจบแบบเขา”
“เขาทำเพื่อปกป้องเรา… ด้วยวิธีที่ผิด” ผมสรุป
“แล้วนายจะเอายังไงต่อ?” คิรินหันมาสบตาผม “จะไปกระชากหน้ากากแกเหรอ?”
“ไม่…” ผมส่ายหน้า “ทำแบบนั้นเขาอาจจะหนีไปอีก คราวนี้อาจจะหายไปตลอดกาล… เราต้องทำให้เขายอมรับเอง”
“ยังไง?”
“ผมมีแผน” ผมยิ้มมุมปาก “แต่นายต้องร่วมมือด้วย… เสี่ยงหน่อยนะ”
คิรินยิ้มตอบ แววตาท้าทายกลับมาอีกครั้ง “ระดับเดือนมหาลัย เรื่องแสดงละครของถนัดอยู่แล้ว… ว่ามาเลย”
…
เวลา 20.00 น. ที่ตึกกิจกรรม เป็นเวลาที่ลุงหมูจะมาเก็บขยะรอบสุดท้ายก่อนกลับบ้าน
ผมกับคิรินมายืนอยู่ที่โถงทางเดินหน้าห้องชมรมกรีฑา ซึ่งเป็นจุดที่เงียบที่สุด ตามแผนคือ เราจะเล่นละครฉาก ‘บอกเลิก’ เพื่อดูปฏิกิริยาของลุงหมูที่แอบดูอยู่
“เราเลิกกันเถอะดีน!” คิรินตะโกนเสียงดัง (แต่แอบขยิบตาให้ผม) “ผมทนแรงกดดันไม่ไหวแล้ว! มีแต่คนจ้องจับผิด มีจดหมายขู่บ้าบออะไรก็ไม่รู้!”
ผมแกล้งทำเสียงสั่นเครือ “คิริน… อย่าทำแบบนี้สิ แค่เพราะจดหมายขู่ฉบับเดียว คุณจะทิ้งผมเหรอ?”
“มันไม่ใช่แค่จดหมาย! แต่มันคืออนาคต!” คิรินใส่อารมณ์ดราม่าระดับรางวัลออสการ์ “ผมไม่อยากจบเห่เหมือนพี่แทน! ผมไม่อยากหายตัวไป!”
กึก…
เสียงรถเข็นทำความสะอาดหยุดชะงักที่มุมตึก เงาตะคุ่มของลุงหมูทอดยาวออกมา เขายืนนิ่งฟังอยู่ตรงนั้น
“งั้นเหรอ…” ผมพูดต่อตามบท “ถ้างั้น… ความรักของเรามันก็คงแพ้ความกลัวสินะ… พี่แทนคงภูมิใจที่ทำให้คู่รักคู่อื่นพังพินาศเหมือนตัวเองได้สำเร็จ”
เงาของลุงหมูสั่นไหวเล็กน้อย
“อย่ามาพูดถึงพี่แทนแบบนั้นนะ!” คิรินตะคอก “พี่เขาอาจจะหวังดี!”
“หวังดีประสาอะไร!” ผมตะโกนสวนกลับไป โดยจงใจให้เสียงดังไปถึงมุมตึก “คนหวังดีเขาไม่เอาความขี้ขลาดของตัวเองมาตัดสินคนอื่นหรอก! พี่แทนหนีปัญหา แล้วก็มาบังคับให้คนอื่นหนีตาม… เขาไม่ใช่ตำนานหรอก เขาแค่คนขี้แพ้ที่ทิ้งคนที่รักตัวเองที่สุดอย่างโค้ชวินไป!”
เคร้ง!
ไม้ถูพื้นร่วงกระแทกพื้นดังสนั่น!
ลุงหมูเดินออกมาจากมุมตึก ไม่มีการเดินลากขาอีกต่อไป ท่าทางการเดินของเขารวดเร็วและเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธ เขาก้าวเข้ามาหาพวกเรา ใบหน้าที่เคยซ่อนอยู่ใต้หมวกแก๊ปเงยขึ้น… แม้จะมีริ้วรอยและความอวบอ้วน แต่แววตาคู่นั้นลุกโชนด้วยไฟโทสะ
“ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้…” เสียงของลุงหมูเปลี่ยนไป ไม่ใช่เสียงแหบแห้งของชายแก่ แต่เป็นเสียงทุ้มกังวานที่มีอำนาจ “มึงรู้อะไรเกี่ยวกับความรัก! รู้อะไรเกี่ยวกับความเจ็บปวดของการถูกสังคมเหยียบย่ำ!”
ผมกับคิรินยืนนิ่ง หัวใจผมเต้นรัว… เหยื่อกินเบ็ดแล้ว
“ผมไม่รู้หรอกลุง…” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ “ผมรู้แค่ว่า… โค้ชวินยังเก็บรองเท้าวิ่งคู่เก่าของลุงไว้ในตู้ล็อกเกอร์ และรอเจ้าของมันกลับมาทุกวัน… ตลอด 5 ปี”
ร่างท้วมของลุงหมูชะงักกึก เหมือนโดนสาปให้เป็นหิน ความโกรธในแววตาเลือนหายไป เหลือเพียงความสั่นไหวระริก
“รองเท้า…?” เขาพึมพำเสียงเบาหวิว “เขายัง… เก็บไว้อีกเหรอ?”
“ครับพี่แทน” คิรินเรียกชื่อจริงของเขาออกมาเป็นครั้งแรก “เขารอพี่… ไม่ใช่รอเดือนคณะ แต่รอ ‘แทน’ คนที่เขารัก”
ลุงหมู… หรือพี่แทน ยกมือที่สั่นเทาขึ้นปิดหน้า ไหล่หนาๆ ของเขาสั่นสะท้าน เสียงสะอื้นที่กลั้นมานานหลุดรอดออกมา “กู… กูไม่กล้า… กูสภาพแบบนี้… กูอาย…”
“ความรักไม่ได้ใช้ตามองนะครับพี่” ผมเดินเข้าไปแตะไหล่เขาเบาๆ “แต่มันใช้ใจรู้สึก… โค้ชวินไม่เคยสนหรอกว่าพี่จะหนักกี่กิโล เขาแค่สนว่าพี่หายไปไหน”
ทันใดนั้น… ประตูห้องชมรมด้านหลังพวกเราก็เปิดออก แสงไฟจากห้องสาดส่องออกมา พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของ โค้ชวิน ที่ยืนตระหง่านอยู่
โค้ชไม่ได้มองผม ไม่ได้มองคิริน สายตาของเขาจับจ้องไปที่ชายร่างท้วมในชุดภารโรงตรงหน้าเพียงจุดเดียว
“แทน…?” เสียงโค้ชวินเบาหวิว เหมือนคนละเมอ
พี่แทนตัวแข็งทื่อ จะหันหลังหนี แต่ขามันก้าวไม่ออก โค้ชวินค่อยๆ ก้าวเข้ามาหาช้าๆ ทีละก้าว… ทีละก้าว… จนมายืนอยู่ตรงหน้า เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ไม่ถามว่าหายไปไหน ไม่ถามว่าทำไมถึงอ้วนขึ้น โค้ชวินดึงร่างท้วมนั้นเข้าไปกอดแน่น… แน่นจนจมอก
“ไอ้บ้าเอ๊ย…” โค้ชวินเสียงสั่น น้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบแก้ม “มึงไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมา… กูตามหาแทบพลิกแผ่นดิน”
พี่แทนปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร กอดตอบโค้ชวินแน่นเช่นกัน “วิน… กูขอโทษ… กูขอโทษ…”
ผมกับคิรินมองหน้ากัน แล้วค่อยๆ ถอยฉากออกมาเงียบๆ ปล่อยให้ช่วงเวลานี้เป็นของพวกเขา ภารกิจ ‘จับผี’ ของเราจบลงแล้ว… ไม่ได้จบด้วยการปราบผี แต่จบด้วยการคืน ‘คนรัก’ ให้กัน
เมื่อเดินออกมาถึงลานจอดรถ คิรินก็ถอนหายใจยาวเหยียด แล้วหันมากอดคอผม “เก่งมากคุณนักวิ่ง… แผนนายเจ๋งเป้ง”
“คุณก็แสดงเก่งเหมือนกัน คุณเดือน” ผมยิ้ม
“นี่…” คิรินจ้องตาผม “ถ้าวันหนึ่งผมอ้วนเป็นหมู หรือหน้าเหี่ยว… นายจะยังมองผมเหมือนที่โค้ชวินมองพี่แทนไหม?”
ผมหัวเราะเบาๆ แล้วเอื้อมมือไปยีผมทรงมูจิของเขาจนยุ่ง “ต่อให้นายกลายเป็นหมู… นายก็จะเป็นหมูที่น่ารักที่สุดในโลกสำหรับผม… สัญญา”
คิรินหน้าแดงแปร๊ด รีบผลักผมออก “เลี่ยน! ไป! พาไปกินหมูกระทะฉลองปิดคดีเดี๋ยวนี้!”
“จัดไปครับ… เลี้ยงนะ?”
“หารเว้ย!”




