ปัง!
เสียงประตูเหล็กที่กระแทกปิดเองเมื่อครู่ยังดังก้องอยู่ในหู ผมกำหมัดแน่น รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วพุ่งตัวไปที่ประตูห้องล็อกเกอร์ กระชากมันเปิดออกอย่างแรง
“ใครวะ! ออกมานะเว้ย!”
ทางเดินยาวหน้าห้องพักนักกีฬาว่างเปล่า มีเพียงแสงไฟนีออนที่กระพริบติดๆ ดับๆ เหมือนในหนังผีเกรดบี ความเงียบสงัดทำให้ผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัวเหมือนกลองชุด
ตึก… ตึก…
เสียงฝีเท้า! ดังมาจากมุมทางเลี้ยวข้างหน้า สัญชาตญาณนักวิ่งทำงานไวกว่าสมอง ผมสับขาวิ่งเต็มสปีด ระยะทาง 20 เมตรผมใช้เวลาไม่ถึง 3 วินาที พุ่งเข้าชาร์จร่างเงาตะคุ่มที่กำลังจะเลี้ยวหนี
“จับได้แล้วไอ้โรคจิต!”
ผมกระโจนล็อกคอเป้าหมาย ทุ่มลงกับพื้นตามท่าที่เรียนมาจากคลาสยูโด (เกรด C+)
“โอ๊ยยยย! ไอ้ดีน! ไอ้เพื่อนเลว! กูเอง! กูเองโว้ยยย!”
เสียงร้องโหยหวนที่คุ้นเคยทำให้ผมชะงัก… ผมก้มลงมองใต้ร่างตัวเอง… ไอ้แซม ในชุดนอนลายเป็ดสีเหลืองอ๋อย กำลังนอนแอ้งแม้ง แว่นตาหลุดกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง หน้าตาเหยเกด้วยความเจ็บปวด
“แซม? มึงมาทำบ้าอะไรตรงนี้วะ!” ผมรีบปล่อยมือแล้วดึงมันลุกขึ้น
“กูสิต้องถามมึง!” แซมคลำเอวปอยๆ เดินไปเก็บแว่นมาใส่แบบเบี้ยวๆ “กูเห็นมึงกลับช้าผิดปกติ โทรไปก็ไม่รับ กลัวมึงโดนผีพี่แทนลักพาตัวไปทำเมีย เลยอุตส่าห์เดินมาตาม… แล้วดูมึงต้อนรับกู จับทุ่มซะกูเกือบได้ไปคุยกับรากมะม่วง!”
“กู… กูขอโทษ” ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความกลัวเมื่อกี้หายวับ กลายเป็นความรู้สึกอยากจะกุมขมับแทน “กูนึกว่ามึงเป็นไอ้โรคจิตที่เอานี่มาใส่ตู้กู”
ผมยื่นรูปถ่ายแอบถ่ายและจดหมายขู่ให้แซมดู
แซมรับไปดู ปรับแว่นให้เข้าที่ แล้วเบิกตาโตเท่าไข่ห่าน “เชี่ย… นี่มันฟอนต์ตัดแปะจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับปี 40 ชัดๆ! คลาสสิกฉิบหาย!”
“มึงโฟกัสให้ถูกจุดหน่อยดิวะ! มันขู่กู!”
“เออๆ รู้แล้ว” แซมพลิกรูปดูไปมา ทำสีหน้าจริงจังเหมือนโคนัน “แต่มึงดูนี่นะดีน… มุมกล้องนี้ถ่ายมาจากด้านบนอัฒจันทร์ แสดงว่าคนถ่ายต้องซูมไกลมาก หรือไม่ก็… ปีนอยู่บนหลังคา”
“แล้วไง?”
“แล้วก็…” แซมดมกระดาษโน้ต ฟุดฟิดๆ “กลิ่นกาว… กาวลาเท็กซ์ธรรมดา แต่เดี๋ยวนะ… มีกลิ่นอื่นปนด้วย”
ผมยื่นจมูกเข้าไปดมบ้าง มันเป็นกลิ่นฉุนจางๆ ที่คุ้นจมูกมาก “กลิ่น… ยาหม่องน้ำ?”
“ใช่! ยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว!” แซมดีดนิ้วดังเปาะ “คนร้ายต้องเป็นคนแก่! หรือไม่ก็พวกออฟฟิศซินโดรม!”
“มึงวิเคราะห์ได้มั่วซั่วมาก” ผมส่ายหัว แต่ในใจก็แอบเก็บข้อมูลนี้ไว้ “ช่างเถอะ กลับหอก่อน กูไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”
…
ตัดภาพมาที่ 2 ทุ่ม อารมณ์ระทึกขวัญหายไป แทนที่ด้วยความวุ่นวายหน้างานเลี้ยงรุ่นของคณะสถาปัตย์ฯ
ถึงจะมีจดหมายขู่ให้เลิกยุ่งกับคิริน แต่คนอย่างดีน ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ แถมตอนนี้ความเป็นห่วงมันแซงหน้าความกลัวไปแล้ว ผมลากสังขาร (และไอ้แซมที่บ่นงุ้งงิ้ง) มาแอบซุ่มดูอยู่แถวพุ่มไม้หน้าโรงแรมจัดเลี้ยง
บรรยากาศในงานหรูหราหมาเห่า แสงไฟสีนวลตา เพลงแจ๊สคลอเบาๆ นักศึกษาแต่งตัวดีเดินขวักไขว่ และนั่น… คิริน
เขาอยู่บนเวที กำลังถือไมค์กล่าวต้อนรับรุ่นพี่ ในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มที่ขับผิวให้ขาวผ่อง ออร่าความหล่อกระแทกตาจนผมต้องหยีตา เขายิ้ม… รอยยิ้มการค้าแบบเดิม แต่แววตาดูเหนื่อยล้าชอบกล
“หล่อวัวตายควายล้มจริงๆ พ่อคุณ” แซมที่ซุ่มอยู่ข้างๆ กัดไก่ทอดที่ซื้อมาจากเซเว่นเคี้ยวแจ๊บๆ “มึงแน่ใจนะว่าจะสู้กับแฟนคลับทั้งกองทัพเพื่อคนนี้?”
ผมไม่ตอบ แต่หยิบมือถือขึ้นมา ส่งข้อความไปหาเบอร์ปริศนาที่เมมไว้ว่า ‘Moon’
📩 Me: “ยิ้มฝืนๆ นะระวังตีนกาขึ้น หายใจลึกๆ แล้วมองมาทางพุ่มไม้ซ้ายมือ”
บนเวที คิรินชะงักนิดหน่อยตอนหยิบมือถือขึ้นมาดูใต้โพเดียม (เนียนมาก) จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้น กวาดสายตามาทางทิศที่ผมซ่อนอยู่…
วินาทีที่สายตาเราประสานกันท่ามกลางผู้คนนับร้อย รอยยิ้มการค้านั้นหายไป เปลี่ยนเป็น ‘รอยยิ้มเจ้าเล่ห์’ ที่มุมปาก เขายกมือขวาขึ้นทำทีเป็นจัดทรงผม แต่จริงๆ แล้วเขาชูนิ้วโป้งแล้วหมุนลงพื้นเร็วๆ …สัญลักษณ์ลับที่เราตกลงกันเล่นๆ เมื่อวาน แปลว่า ‘เบื่อฉิบหาย พาหนีหน่อย’
ใจผมพองฟูขึ้นมาอย่างประหลาด ความเครียดเรื่องจดหมายขู่หายไปชั่วขณะ ผมพิมพ์ตอบกลับไป 📩 Me: “อดทนไว้ เดี๋ยวซื้อมูมมาตุ่ย (หมูมาลัย) ไปฝาก”
คิรินอ่านข้อความแล้วหลุดขำพรืดออกมากลางเวที จนพิธีกรต้องหันมามอง เขาต้องรีบแก้ตัวว่าสำลักน้ำลาย ความเปิ่นนั้นทำให้ผมกับแซมหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“เออ… กูก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมมึงชอบมัน” แซมเช็ดปากที่มันแผล็บ “มันดูเป็นคนบ้าๆ บอๆ ดีเหมือนกัน”
แต่แล้ว… ความสุขแบบรถไฟเหาะขาขึ้นก็ต้องดิ่งวูบลงมา
ขณะที่ผมกำลังจ้องมองคิรินด้วยความเพลิดเพลิน หางตาผมก็เหลือบไปเห็นใครบางคนยืนอยู่ที่มุมมืดข้างเวที
ผู้ชายร่างท้วม ใส่ชุดพนักงานทำความสะอาด สวมหมวกแก๊ปปิดบังใบหน้า เขากำลังจ้องเขม็งไปที่คิริน… สายตานั้นน่ากลัวและว่างเปล่า และในมือของเขา… ถือ ‘ขวดแก้วเล็กๆ’ ที่รูปทรงคุ้นตา
ขวดยาหม่องน้ำ?
“แซม…” ผมสะกิดเพื่อนเสียงเครียด “มึงเห็นลุงภารโรงคนนั้นไหม?”
“คนไหนวะ?” แซมหันไปมอง
แต่พริบตาเดียว ร่างท้วมนั้นก็หายวับไปราวกับไม่เคยมีตัวตน เหลือไว้เพียงผ้าม่านกำมะหยี่ที่ไหวเบาๆ
“หายไปแล้ว…” ผมพึมพำ
“ตาฝาดมั้งมึง หรือไม่ก็ผีพี่แทนมาเที่ยวงานเลี้ยงรุ่น” แซมพูดติดตลก แต่ผมขำไม่ออก
เสียงไลน์เด้งขึ้นมาอีกครั้ง จากคิริน 📩 Moon: “คืนนี้เจอกันที่เดิมไม่ได้นะ เจ๊จีน่าจะมานอนเฝ้าหน้าห้อง… ฝันดีล่วงหน้านะครับ คุณนักวิ่ง”
ผมอ่านข้อความนั้นด้วยความรู้สึกหน่วงๆ ใจหนึ่งก็โล่งอกที่คืนนี้เขาจะปลอดภัยอยู่ในสายตาเจ๊จีน่า แต่อีกใจหนึ่ง… สัญชาตญาณมันเตือนว่า ‘เกม’ นี้มันเพิ่งจะเริ่ม
ผมกำโทรศัพท์แน่น หันไปบอกไอ้แซม “คืนนี้กูไม่กลับหอ”
“อ้าว แล้วมึงจะไปไหน?”
“ห้องชมรม…” แววตาผมเปลี่ยนไป “กูจะไปดักจับหนูสกปรก”
ถ้ามันกล้าเข้ามาแปะจดหมายในล็อกเกอร์กูได้… มันก็ต้องกล้ากลับมาอีก และคืนนี้ ‘นักวิ่ง’ จะไม่วิ่งหนี แต่จะกลายเป็น ‘ผู้ล่า’ แทน




