นาฬิกาบนหัวเตียงบอกเวลา 22.45 น.
ผมยืนจ้องตัวเองในกระจกห้องน้ำ สภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย เสื้อยืดตราห่านคู่สีขาวกับกางเกงวอร์มขาสั้นตัวเก่า… ไม่ใช่ชุดที่คนปกติจะใส่ไปเดต หรือไปเจอเดือนมหาลัยแน่ๆ แต่ช่างเถอะ ผมไปซ้อมวิ่ง ไม่ได้ไปเดินแบบ
“จะไปไหนวะดึกดื่น?”
เสียงงัวเงียของไอ้แซมดังขึ้นจากกองผ้าห่ม ทันทีที่ผมไขกุญแจห้อง
“หิว” ผมตอบสั้นๆ พลางชูถุงลูกชิ้นปิ้งที่เพิ่งลงไปซื้อหน้าหอมาเมื่อกี้ให้มันดูเป็นหลักฐาน “ลงไปซื้อของกิน แล้วกะว่าจะไปยืดเส้นยืดสายหน่อย”
“เออๆ อย่าไปแถวสแตนด์เชียร์ล่ะ ผีพี่แทนดุนะเว้ย” แซมพึมพำก่อนจะดึงผ้าห่มคลุมโปงหลับต่อ
ผมถอนหายใจเบาๆ รอดตัวไปหนึ่งเปลาะ
…
บรรยากาศที่สนามวิ่งตอนห้าทุ่มยังคงเงียบสงัดเหมือนเดิม แตกต่างตรงที่คืนนี้ผมไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยว
ที่มุมเดิมหลังกองเบาะรองกระโดด ร่างสูงโปร่งในชุดนักศึกษา (ที่วันนี้เปลี่ยนมาใส่เสื้อยืดสีดำทับ) นั่งรออยู่แล้ว ทันทีที่เห็นผมเดินเข้าไปพร้อมถุงลูกชิ้น กลิ่นน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดคงไปเตะจมูกเข้า เพราะดวงตาคู่สวยของคิรินเป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที
“มาช้า! นึกว่าโดนผีคาบไปแล้ว” คิรินบ่นอุบ แต่ตาก็ยังจ้องถุงลูกชิ้นไม่วางตา
“ผีที่ไหนจะน่ากลัวเท่าความหิวของคุณ” ผมยื่นถุงให้เขา แล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ “กินเข้าไปได้ไงดึกป่านนี้ ไม่กลัวหน้าบวมเหรอ พรุ่งนี้มีถ่ายงานไม่ใช่รึไง?”
คิรินชะงัก ลูกชิ้นเอ็นเนื้อกำลังจะเข้าปาก เขาหันขวับมามองผม “นายรู้ได้ไงว่าพรุ่งนี้ผมมีถ่ายงาน?”
“ก็…” ผมเกาแก้มแก้เก้อ “ไอ้แซมมันเปิดเพจแฟนคลับคุณให้ดูเมื่อเช้า เห็นตารางงานคุณยาวเป็นหางว่าว”
คิรินหัวเราะหึๆ “แฟนคลับตัวยงหรือเปล่าเนี่ยเรา… ช่างเถอะ มื้อนี้ถือว่าเป็น Cheat Day” ว่าแล้วเขาก็ยัดลูกชิ้นเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ แก้มป่องจนดูเหมือนหนูแฮมสเตอร์มากกว่าเดือนมหาลัยมาดขรึม
เรานั่งกินลูกชิ้นกันเงียบๆ ท่ามกลางแสงจันทร์ ผมลอบมองด้านข้างของเขา… เวลาคิรินกิน เขาดูมีความสุขมาก ไม่มีการเก๊กหล่อ ไม่มีการระวังมุมกล้อง น้ำจิ้มเลอะมุมปากเขาก็แค่ใช้หลังมือเช็ดออกลวกๆ
“ถามจริง ไปเอาเบอร์ผมมาจากไหน?” ผมถามคำถามที่ค้างคาใจ
“ความลับ” คิรินยักคิ้ว “ล้อเล่น… ผมไปขโมยดูจากทะเบียนประวัตินักศึกษาที่ห้องทะเบียนคณะมา พอดีป้าแม่บ้านแกเอ็นดูผมน่ะ”
“ใช้อำนาจในทางที่ผิด”
“เขาเรียกว่าใช้ทรัพยากรที่มีให้คุ้มค่าต่างหาก” คิรินเถียงข้างๆ คูๆ ก่อนจะหยิบลูกชิ้นไม้สุดท้ายขึ้นมา “เอาน่า แลกกับการที่ผมต้องมานั่งหลบๆ ซ่อนๆ กินลูกชิ้นข้างกองขยะแบบนี้ ถือว่าหายกัน”
พรึ่บ!
จู่ๆ ลำแสงสีขาวจ้าจากไฟฉายก็สาดส่องเข้ามาทางพวกเราอย่างรวดเร็ว พร้อมเสียงฝีเท้าที่ย่ำต๊อกๆ มาบนพื้นยาง
“ใครน่ะ! ใครอยู่ตรงนั้น!” เสียงแหลมสูงของผู้หญิงตะโกนฝ่าความมืดมา
คิรินตาโต สำลักลูกชิ้นจนหน้าแดง “ชิบหาย! เจ๊จีน่า!”
“ใครนะ?”
“ผู้จัดการผม! ซวยแล้ว ถ้าเจ๊รู้ว่าผมแอบมากินของทอดตอนดึก แถมอยู่กับผู้ชายสองต่อสอง โดนบ่นหูชา 3 วัน 3 คืนแน่!” คิรินลุกลี้ลุกลน หันซ้ายหันขวา “ดีน! ซ่อนเร็ว!”
“ฮะ? ซ่อนทำไม เราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”
“โอ๊ยยย นายไม่รู้จักเจ๊จีน่า! เจ๊แกยิ่งกว่า FBI ผสมหมอผี! เร็วเข้า!”
ไม่ทันได้เถียง คิรินก็ผลักผมให้มุดเข้าไปในช่องว่างระหว่างกองเบาะกระโดดสูงกับผนังโรงเก็บของ มันแคบมากจนผมต้องขดตัวเป็นกุ้ง
ร่างของเจ๊จีน่าปรากฏขึ้นในแสงสลัว เธอเป็นสาวประเภทสองร่างท้วมที่แต่งตัวจัดเต็มแม้จะเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน ในมือข้างหนึ่งถือไฟฉาย อีกข้างกำสร้อยพระแน่น
“คิริน! ยูอยู่นี่ใช่ไหม!” จีน่าส่องไฟกราดไปทั่ว “โอ๊ยตายแล้ว อกอีแป้นจะแตก! หายตัวออกมาจากหอพักได้ยังไง ยามบอกว่าเห็นเงาตะคุ่มๆ เดินมาทางนี้!”
คิรินรีบปั้นหน้านิ่ง (ทั้งที่ปากยังมันแผล็บ) แล้วเดินออกมาจากเงามืด “อยู่นี่ครับเจ๊… เบาเสียงหน่อยสิ”
“ว้าย! ตาเถรตกน้ำ!” จีน่าสะดุ้งโหยง เอาพระมาพนมมือไหว้ท่วมหัว “นึกว่าผีพี่แทน! โถ่พ่อคุณพ่อขนุนหนัง! มาทำอะไรที่นี่คะลูก! รู้ไหมว่าสนามนี้มันเฮี้ยน!”
“ผม… ผมออกมาซ้อมเดินแบบครับ” คิรินแถสดๆ “ห้องมันแคบ เดินไม่ถนัด”
“ซ้อมเดินแบบบนลู่วิ่งเนี่ยนะ!?” จีน่าทำตาโตเท่าไข่ห่าน ก่อนจะจมูกฟุดฟิด “เดี๋ยว… กลิ่นอะไร… กลิ่นลูกชิ้นปิ้ง?”
ผมที่ซ่อนอยู่แทบจะกลั้นหายใจ กลิ่นหลักฐานมันคละคลุ้งไปหมด
“อ๋อ… กลิ่น… กลิ่นธูปมั้งครับเจ๊” คิรินตอบหน้าตาย “สงสัยใครมาจุดไหว้เจ้าที่”
“ว้าย! อย่าทักสิลูก! ขนลุกไปหมดแล้ว!” จีน่าหน้าซีด รีบคว้าแขนคิรินหมับ “กลับ! กลับหอด่วนเลย! พรุ่งนี้ต้องตื่นตีสี่ไปแต่งหน้านะยะ ถ้าหน้าบวมขึ้นมาแม่จะหักค่าขนม!”
“คร้าบๆ กลับแล้วคร้าบ”
คิรินยอมเดินตามแรงลากของจีน่าไป แต่ก่อนจะพ้นมุมตึก เขาแอบหันหลังกลับมามองที่ซ่อนของผม แล้วทำปากขมุบขมิบแบบไม่มีเสียง
ผมแกะปากอ่านได้ความว่า… ‘พรุ่งนี้ – เจอกัน – ที่เดิม’
พร้อมกับขยิบตาให้ทีหนึ่ง
ผมรอจนเสียงโวยวายของเจ๊จีน่าเงียบหายไป จึงค่อยๆ มุดออกมาจากกองเบาะ ปัดฝุ่นออกจากเสื้อ แล้วมองไปยังลูกชิ้นไม้สุดท้ายที่ตกอยู่บนพื้น…
อดกินเลยแฮะ
แต่พอนึกถึงหน้าตาตื่นๆ ของเดือนมหาลัยเมื่อกี้ กับข้ออ้างเรื่อง ‘กลิ่นธูป’ ผมก็อดหัวเราะออกมาคนเดียวไม่ได้
ดูเหมือนภารกิจลับครั้งนี้ จะวุ่นวายกว่าที่คิดซะแล้ว
และที่สำคัญ… ผมเริ่มรู้สึกว่าการมาสนามวิ่งตอนห้าทุ่ม มันสนุกกว่าการซ้อมวิ่งตอนเช้าเป็นไหนๆ




